Curves Trip 2 – Soulful driving

ก่อนที่จะพูดถึง  Curves Trip 2019 ผมอยากจะอธิบายความหมายของประโยคนี้ก่อนครับ 

“Soulful driving” ถ้าตามความเข้าใจของผมว่าความหมายของมันคงจะประมาณ  ความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในการขับขี่หรือ  บ้าในการขับขี่มากๆถ้าเข้าใจประโยคนี้  ก็น่าจะเข้าใจที่มาที่ไปของหนังสือ  Curves เพราะ  Soulful driving – the story behind Curves คือคำจำกัดความของหนังสือเล่มนี้ 

เจ้าของหนังสือ  เล่มนี้คือ  Mr. Stefan Bogner เป็นคนเยอรมัน  มีอาชีพหลักเป็นเจ้าของบริษัท  เอเจนซี่ทางการตลาด  ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์  ทำกราฟฟิค  ให้กับบริษัทใหญ่ๆ  แบรนด์ดังๆในเยอรมันมากมาย  ลูกค้าหลักจะอยู่  ในกลุ่ม  automotive กลุ่ม  hospitality และกลุ่ม  food & travel ครับ  จากความชื่นชอบส่วนตัว  ของ  Stefan ในการขับรถท่องเที่ยวไปดูวิวทิวทัศน์ของถนนสวยๆในยุโรป  ประกอบกับความชอบถ่ายรูป  ทำให้เกิดผลงานเป็นหนังสือ  ที่มีแต่รูปถนน  แต่ไม่มีรูปรถประเภทใดๆเลยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์  จักรยาน  ยนต์  หรือแม้กระทั่งจักรยานอยู่ในหนังสือของเขา  มาตั้งแต่ปี  .. 2011 มาจนกระทั่งปี  .. 2013  Porsche แบรนด์รถยนต์ค่ายใหญ่ของเยอรมันซึ่งเป็นลูกค้าของเค้ามายาวนาน  เข้ามาร่วมทุนในการทำหนัง  สือ  Curves ร่วมกันกับ  Stefan จนถึงปัจจุบัน  รวมถึงการออกหนังสือ  918 Spyder ในปี  ..2014 และ  หนังสือ  Porsche Drive ในปี  ..2015 หนังสือ  Curves เป็นหนังสือเล่มหนาใหญ่คุณภาพของกระดาษและเทคโนโลการพิมพ์ระดับสูงเลยทีเดียว  ครับ  เหมาะสำหรับคนที่รักในการขับขี่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรถยนต์  จักรยานยนต์  หรือแม้กระทั่งจักรยาน  โดยเฉพาะคนที่ไฝ่ฝันหาความสนุกความท้าทายกับถนนประเภทที่สวยงามสูงชันบนภูเขาสูงที่มีโค้งอยู่  มากมายหลากหลายรูปแบบ  จึงทำให้หนังสือของเค้าโด่งดังอยู่ในกลุ่มคนจำนวนมาก  หนังสือจะมีอยู่สอง  ภาษาคือ  เยอรมันและอังกฤษ  และจะตีพิมพ์ออกขายปีละสองเล่มโดยสำนักพิมพ์ชื่อดัง  DK หรือ  Delius Klasing ของเยอรมันนั่นเองครับ 

Mr. Stefan Bogner ต้องการที่จะสร้างแรงบันดาลใจชักชวนสนับสนุนให้คน  ออกมาใช้ชีวิตตามวิถีทางที่  ตนเองถนัดบนถนนที่สวยงามพวกนี้  เพิ่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆและเป็นที่น่าจดจำ  และนี่ก็คือที่มาที่  ไปหลักของการจัดทริปขับขี่รถยนต์ให้กับกลุ่มเพื่อนฝูงที่สนิทกับตัวเขาครับ  ทริปการขับขี่พวกนี้เขาไม่ได้  คิดค่าบริหารจัดการใดๆเลย  นอกจากค่าที่พักค่าอาหารที่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบของแต่ละคนเอง  โรงแรมที่พักก็ไม่ใช่โรงแรมหรูเลิศอะไร  เกือบจะเรียกได้ว่าค่ำไหนนอนนั่น  ไม่มีการจองล่วงหน้า  เพราะไม่สามารถกำหนดเวลาการเดินทางที่แน่นอนได้  ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ  บางทีถนนก็อาจจะปิดจากภัยธรรมชาติเช่น  หิมะละลาย  น้ำท่วมถนน  ดินโคลนถล่มมาปิดเส้นทาง  เป็นต้น  เรื่องของอาหาร  ขึ้นกับโรงแรมที่พัก  แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ร้านอาหารประเภทที่ได้รับมิชลินสตาร์  ดังนั้นเพื่อนฝูงที่จะมาร่วมเดินทางกับ  Stefan ทุกคนต้องมีจุดประสงค์เดียวกันคือการพิชิตจำนวนยอดเขา  ที่เค้าเรียกกันว่า  Pass ให้ได้มากที่สุดในแต่ละวัน  Pass คือ  ถ้ามีถนนที่วิ่งขึ้นไปบนยอดเขาเส้นหนึ่งแล้วสามารถวิ่งลงจากยอดเขาโดยใช้ถนนอีกเส้นหนึ่ง  ได้  ยอดเขาพวกนี้เขาจะเรียกกันว่า  Pass” แต่ถ้ามีถนนวิ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของเขาแล้วต้องวิ่งกลับลง  มาทางเดิมเท่านั้น  ถนนพวกนี้เขาจะไม่เรียกว่า  Pass กฏเหล็กสามข้อที่ผู้ร่วมคณะจะต้องถือปฏิบัติคือ 

1. ต้องตื่นเช้า  ล้อจะหมุน  ตอน7:30 .ของทุกวัน  เพราะการขับขี่บนเทือกเขา  Alpine Passes ตอน8:00 .จะทำให้คุณไม่มีวันลืมได้เลย 

2. น้ำมันต้องเต็มถัง  เสบียงต้องพร้อมก่อนออกเดินทางในตอนเช้า 

3. ขับรถคุณให้เต็มที่โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนปฏิบัติตามกฏหมายและให้เกียรติผู้ร่วมใช้ทางกับคุณไม่ว่าเขาจะขับขี่อะไร 

ผมเองได้เจอ  Stefan Bogner เป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารบลูมูนที่  25G เพราะเต้น  (คุณสีหบุตร  ชุมสาย    อยุธยา) และพี่เอ  (คุณธรรมนูญ  พรโรจนากูร) โทรมาชวนไปทานข้าวเย็นบอกว่า  มีช่างภาพของ Porsche  มาจากเยอรมัน  ให้มานั่งทานข้าวด้วยกันหน่อย  เมื่อวันที่  19 ธันวาคม  2561 วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมได้เห็น  หนังสือ  Curves เล่มที่หน้าปกเป็น  STELVIO ที่ผมจำวันที่ได้ก็เพราะ  Stefan เขาเซ็นต์ชื่อและลงวันที่เอา  ไว้ให้ผมที่หนังสือ  รูปถนนต่างๆในหนังสือเล่มนั้นเห็นแล้วยังนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารเลยว่า  แล้วพวกเรา  จะได้มีโอกาสไปขับรถ  บนถนนพวกนี้ไหมเนี่ย  ทุกคนพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า  ยากหว่ะแล้วเราก็หัวเราะกัน 

หลังจากวันนั้น  Stefan เต้น  พี่เอ  อู๋  (คุณนภัส  อัสสกุล) พอล  (คุณซุยพาง  กาญจนพา  สน์) และ  คุณเอ  (คุณสุทธิเดช  ถกลศรี) ก็ไปขับรถถ่ายทำหนังโฆษณาให้ Porsche กันที่ภาคอีสาน  ส่วนผมเอง  ติดงานสำคัญจึงไม่ได้ไปร่วมการถ่ายทำในครั้งนั้น  จนถึงวันนี้ผมยังหาคำอื่นใดมาแทนคำว่า  Destiny ยังไม่เจอเลยครับ  ยิ่งกลับมานั่งคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  ถ้ามองแค่บางช่วงเวลาเราคงจะยังไม่เห็นภาพชัด  แต่ถ้าเรากลับมานั่งย้อนหลัง  มองดู  บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันก็น่าเหลือเชื่อมากๆเลยนะครับ 

ตั้งแต่เล็กจนโตผมชอบรถยนต์  มอเตอร์ไซค์  จักรยาน  มันก็ไม่แปลกนะที่ชีวิตผู้ชายคนหนึ่งจะผูกพันกับสิ่งของพวกนี้  ถ้ามองย้อนชีวิตผมกลับ  ไปในวัยเด็ก  ผมเป็นเด็กซุกซนชอบรื้อชอบดูว่าของเล่นหรือของใช้แต่ละอย่างมันทำงานยังไงกลไกมัน  หน้าตาเป็นยังไง  พอผมโตขึ้นมาหน่อยก็มีโอกาสได้ซุกซนกับของที่ชิ้นใหญ่ขึ้นมาเรื่อยโดยเฉพาะรถยนต์  ผมชอบดูเวลาที่มีช่างมาซ่อมรถที่บ้าน ชอบอาสาขอพี่ๆเค้าทำถอดโน่นประกอบนี่จนคุ้นเคยดีกับเครื่องมือช่าง  นั่งบดวาล์วไอดีไอเสียของรถยนต์  ทากาวปะเก็น  หรือแม้แต่ใช้หินลับมีดมานั่งฝนฝาสูบให้เรียบก็เคย  ทำมาตั้งแต่เด็ก  พอเข้าสู่วัยรุ่นก็รับอาสาคุณน้าๆทั้งหลายในครอบครัวไปซื้ออะไหล่กลับมาให้เพราะถูก  ส่งไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ  พอมีใบขับขี่ก็รับอาสาขับรถไปเข้าอู่ให้  ไปรอรับรถกลับจากอู่ให้  ผมจะยิ่งชอบมากที่สุดถ้ารถคันนั้นเป็นรถ Porscheครับ 

และที่ผมได้มีโอกาสขับรถ Porscheก็เพราะแบบนี้แหละครับ  เป็นรถของคุณน้าตุ่ม  (คุณสันติ  ภิรมย์ภักดี) เริ่มซื้อหนังสือรถอ่านก็หนังสือรถ Porscheอีกน่ะแหละครับ  ความชื่น  ชอบของผมก็ยังคงเหมือนเดิมมาจนถึงวันนี้ผมไม่เคยนึกเลยว่า  ผมจะได้มีโอกาสฉลองวันเกิดตัวเองอายุครบ  50 ปีแบบนี้……… คงจะพอเดากันได้  แล้วนะครับว่าแบบนี้น่ะแบบไหน  เวลาจะขับรถท่องเที่ยวแต่ละครั้ง  ผมจะต้องเตรียมตัว  เตรียมรถ  เตรียมกล้อง  เตรียม  GoPro เตรียมที่ยึด  จับโทรศัพท์มือถือ  ไว้ใช้นำทาง  ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆทุกครั้งไป  เพราะเป็นคนตื่นเต้นเว่อ  กลัวรถเสียบ้าง  กลัวลืมของบ้าง  ที่สำคัญคือเสื้อผ้า  ถุงมือ  ผ้าพันคอ  และ  หมวก  เพราะกลัวจะหนาว  และ  ไม่สบายระหว่างทาง  ทั้งๆที่ต้องคอยบอกตัวเองอยู่ตลอดว่า  เตรียมมาทีไร  ไม่เคยได้ใช้ซักที  แต่ก็อดไม่ได้  แล้วเวลาภรรยาถาม  ทีไรว่า  จะไปไหนบ้าง  นอนที่ไหน  ก็จะทำหน้า  งง  งง  แล้วก็ไม่เคยตอบได้เลย  เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป  เพราะปกติเรื่องเส้นทาง  ที่พัก  ร้านอาหาร  จะมีเพื่อนๆที่น่ารักในกลุ่ม  แบ่งหน้าที่กันไปดูแลจัดจองล่วงหน้ากันทุกครั้ง  ส่วนผมเองจะรู้แค่ว่าเดินทางวันไหน  กลับถึงบ้านวันไหน  เท่านั้นเอง 

ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับ  กลุ่มไลน์  ชื่อ  Renndrive Alpine ถูกตั้งขึ้นเมื่อต้นเดือน  มีนาคม  2562 นี้เอง  ผมก็เข้ากลุ่มไปแบบ  งง  งง  อีกเช่นเคย  เห็นกำลังคุยกันใหญ่  ว่าใครจะเช่ารถอะไร  เช่ารถจากที่ไหน  โดยมีคุณเอ  เป็นแกนนำ  ช่วยบริหารจัดการทุกอย่างให้น้องๆทุกคน  เหมือนเป็นกำลังหลักของการเดินทางครั้งนี้เลยก็ว่าได้  ผมเอง  มีความไม่แน่นอนอยู่มาก  เพราะงานที่รับผิดชอบอยู่ก็กำลังเข้มข้น  จึงตัดสินใจดูตารางงาน  แล้วกำหนดวันเดินทางไปสมทบกับกลุ่มหลักแล้วจองตั๋วเครื่องบินเลย  ครั้งนี้ตัดสินใจแบบแน่วแน่มากเพราะเป็นการเดินทางที่ไม่ได้จะมีโอกาสไปแบบนี้ได้บ่อยๆ  แล้วยังเป็นการฉลองวันเกิดให้ตัวเองครบ  50 ปี  อีกด้วย  หลังจากนั้นไม่นาน  ก็ทราบว่า  Stefan Bogner และคณะมีคิวที่จะมาถ่ายงานให้ Porscheอีก  ที่เมืองไทยจึงปรึกษากันในไลน์กลุ่มว่าจะนัดพวกเราทั้งคณะที่จะไปขับรถกันที่ยุโรป  ไปทานข้าวกับ  Stefan เพื่อพูดคุย  เรื่องทริปขับรถกันอย่างละเอียด  ผมเองก็ตั้งใจว่าจะไปเก็บข้อมูลเรื่องการเดินทาง  เรื่องสถานที่พัก  เพราะ  ภรรยาเป็นห่วง  และทักมาแล้วว่า  ครั้งนี้ผมควรต้องมีข้อมูลเพราะถ้าจะให้ภรรยาช่วยจองอะไร  จะได้รีบ  ช่วยทำให้เสร็จ  สรุป  ผมกลับบ้านมาด้วยข้อมูลเพิ่มเติม  3 เรื่องคือ 

1) Stefan บอกว่าเอารถ  911T ปี1970 ของผมจากอังกฤษไปขับกับเค้าได้  เพราะมีรถเหมือนของผมร่วมเดินทางด้วย  แล้วยังมีรถเก่าๆ  ปีใกล้ๆกันกับรถผมอีกหลายคัน  ส่วน  Stefan เองก็จะขับ  911ST คล้ายๆ  กับรถผมเลย  ผมตอบตกลง  เพราะวันนั้นรถ  911 ST คืออะไรยังไงผมยังไม่รู้จักเลยครับ  แต่วันนี้รู้จักดีแล้ว  ครับ  ติดตาติดใจสุดๆ 

2) การจองโรงแรมก่อนและหลัง  Curves Trip น้องแก้มภรรยาเต้น  ดูแลจัดการให้ 

3) การจองโรงแรมระหว่าง  Curves Trip นั้น  Stefan จัดการให้ทั้งหมด 

การเตรียมตัวเดินทางในครั้งนี้  เริ่มต้นด้วยการส่งรถ  ไปทำ  Full Service โดยได้รับคำแนะนำจาก  Stefan ให้ส่งเข้าทำที่  Porsche Zentrum München เลย  เพราะที่นี่เป็น  Porsche Classic Center ที่ดี  อีกอย่างหนึ่งคือ  รถทุกคันจะมาพร้อมตัวกันที่นี่  Curves Trip 2019 จะเริ่มออกตัวจากที่นี่ครับ  มิวนิกหาที่ จอดรถเพื่อรวมตัวกันได้ยาก  ที่นี่สะดวกมากใกล้กับโรงแรมที่พัก  มีปั้มน้ำมัน  มีร้านสะดวกซื้อ  อยู่ใกล้ๆ  เหมาะมากครับ  ช่วงใกล้วันเดินทาง  ขอบอกครับว่าแต่ละคนตื่นเต้นกันมากมาก  และมากขึ้นอีกเมื่อทราบข่าวจากอู๋ว่า  คณะมีเพิ่มขึ้นมาสามคน  ที่สำคัญคือหนึ่งในนั้นคือเจ้านายใหญ่ของกระผมเองครับ 

คราวนี้  ผมมั่นใจว่าผมอยู่ได้ตลอดทั้งทริปแน่นอน  เพราะเจ้านายใหญ่ท่านอนุญาตแล้ว  ก็เหลือแต่เจ้านายที่บ้าน  อีกสองคนนี่แหละครับ  แต่เอาเข้าจริงๆ  ทั้งภรรยา  และ  ลูกสาวผม  ก็้เข้าใจผมดี  ส่วนลูกชายเรียนอยู่ที่อังกฤษเขาก็ยังติดเรียนหนังสืออยู่  ที่บ้านมีก็แค่เป็นห่วงความปลอดภัยในการขับขี่  กับระยะเวลาจากบ้านที่นานพอสมควร  ซึ่งเค้าก็สนับสนุนให้ผมได้เดินทางได้อย่างสบายใจ  และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึงคณะที่เดินทางล่วงหน้านี้นำทีมโดย เต้น  แก้ม (ภรรยาของเต้น) และ  พี่เอ  เดิน  ทางเป็นกลุ่มแรก 

เต้นบอกพวกเราว่าได้แอบประสานงานพาพวกเราไปดู  Porsche Museum แบบพิเศษ  สุดๆ  และดูที่อื่นๆอีกที่เป็น  surprise เพราะแอบนัดแนะกับ  ผู้บริหารของ Porscheที่ดูแลฝั่งเอเซียแปซิฟิคเอาไว้  คงเหลือแค่ผม  และ  คุณเอ  ที่จะบินตามไปเจอคณะเพื่อไปดู  Porsche Museum กันเลยในวันนั้น  ส่วนอู๋  ติดงานอยู่ที่แฟรงเฟิร์ตแต่จะมาเจอพวกเราที่  มิวนิก  วันเดียวกับ  ที่  น้าตุ่ม(คุณสันติ  ภิรมย์ภักดี) เต้  (คุณภูริต  ภิรมย์ภักดี) และ  แอะ  (คุณชัยภัฏ  จาตุรงคกุล) จะบินเข้ามาเจอกันจากเมืองไทย

การเดินทางของผมและคุณเอ  ราบรื่นดีครับ  เพราะจริงๆแล้วเราสองคนง่ายๆทั้งคู่  เลยยังไงก็ได้  เช่นลง  เครื่องบินที่มิวนิกแล้วควรจะไปต่อรถไฟจากสนามบินไปมิวนิก  เซนทรัล  สเตชั่น  เพื่อที่จะขึ้นรถไฟไปที่เมือง  สตุทท์การ์ทเพราะคุณเอซื้อตั๋วรถไฟมาเรียบร้อย  online อุตส่าห์ฝึกหาวิธีสแกนบาร์โค๊ดกันใหญ่จากมือถือ  ผลปรากฏว่าลงเครื่องแล้วคุณเอพาผมเดินตามคณะแอร์สายการบินหนึ่งไปจนเขาขึ้นรถ  พอรู้ตัวกัน  คุณเอเห็นที่ขึ้นแท็กซี่  เลยพากันขึ้นแท็กซี่กันไปเฉยเลย  แถมมันส์สุดๆอีกด้วย  ยุคนขับนิดเดียวมันซิ่งโชว์  มุดซ้ายมุดขวา  แล้วก็รถติดยาว

ผมส่งข้อความหาเต้นว่ามาถึงแล้วนะ  กำลังนั่งแท็กซี่ไปขึ้นรถไฟไปหาที่สตุทท์การ์ท  คุณเต้นตอบมาอย่าเร็วเลยว่ามึงนั่งแท็กซี่ทำไมกูบอกให้มึงขึ้นรถไฟตอนเช้าๆ แบบนี้รถติด  ตายห่าแล้วพวกมึงจะมาถึงกี่โมงเนี่ยกูนัดเค้าไว้ด้วยนะข้อความยาวเป็นกิโล  ขี้เกียจอ่าน  เลยปิด  เสียงโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋ายาวเลยครับ 

เมื่อใกล้ถึงผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเต้นเพื่อให้เค้าขับ  รถมารับที่สถานีรถไฟคำแรกที่มันพูดคือทำไมมึงมาถึงเร็วจังว่ะ เมียกูยังอาบน้ำไม่เสร็จเลย  พี่เอตื่นยัง  ก็ไม่รู้เนี่ย  แค่นี้นะเดี๋ยวเจอกัน  เอ่อคุณเต้นครับเอาใจลำบากนะครับ555

ผมกับคุณเอ  ปรับแผนได้ทุกเวลาเพราะพอลงจากแท็กซี่ที่มิวนิก  เซนทรัล  สเตชั่น  เวลารถไฟไปสตุทท์การ์ทของเราอีกตั้ง2ชั่วโมงเลย  คุยกันว่าเดี๋ยวเราหาขบวนที่ออกเร็วกว่านี้ดีกว่าแล้วก็ขึ้นกันไป  ตั๋วใช้ได้ ไม่ได้ ไม่รู้ เดี๋ยวว่ากัน 

สรุปคือถึง  ก่อนเวลาไงครับท่าน  เพราะฉะนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วถามว่า  เต้นถึงไหนแล้ว  จะมารับตรง  ไหน  ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเชื่อไหมครับคุณผู้ชม  เรายังทะเลาะกันเรื่องเดิมอยู่เลย  จนในที่สุด  เปิด  WhatsApp location แล้ว  แชร์  live location อันนี้สุดยอดสำหรับการนัดเจอกันของพวกที่ไม่ค่อยจะมี  sense of direction เท่าไหร่  อันนี้ขอแนะนำเลยครับสุดยอดจริงๆ  ถ้ายังหลงกันอีกก็บ้าแล้วครับ 

จุดหมายแรกของเราวันนี้คือ  Porsche Classic Factory Restoration Stuttgart ได้พบกับ  Mr. Uwe Makrutzki ซึ่งเค้าคือ  Classic Factory Restoration Manager Stuttgart คนนี้เค้าโด่งดังเพราะล่าสุด   Porsche เปิดตัวโปรเจ็คคลาสสิคด้วยรถ Porsche  993 ซึ่งเป็นรถแอร์คูลรุ่นสุดท้ายของ Porsche  ชื่อว่า  NEW Porsche 993 – Project Gold I EP076 ได้ดู  Mr. Uwe ใน  Youtube มาเยอะแล้ว  พอได้มาเจอตัวจริง  เสียงจริงมันตื่นเต้นมากเลยครับ 

วันนี้ผมได้คำตอบชัดครับสำหรับคนที่พอจะมีประสบการณ์ทำรถ  คลาสสิคมาบ้าง  ว่าที่นี่มันพิเศษกว่าการส่งรถเข้าไปทำที่อื่นอย่างไร  ผมขอยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว  จะได้ไม่เบื่อกัน  กล่าวคือ  ตัวถังครับ  จะเคาะให้เนียน  จะเปลี่ยนให้ทรงสวย  ก็คงมีอยู่หลายที่ในโลกที่พอ  จะทำได้  แต่สำหรับที่นี่  เค้าเน้นมากมากเรื่องการเตรียมพื้นผิวของตัวถังต้องไม่มีสนิมหลงเหลืออยู่เลยไม่  ว่าจะในซอกใดๆของตัวถัง  เพราะที่นี่ตัวถังจะได้ลงชุบป้องกันพื้นผิวโลหะทั้งคัน  ในอ่างเดียวกับสายการผลิตรถใหม่ของ Porscheทุกคันครับ 

นี่คือรถคลาสสิคของเราจะได้รับเทคโนโลยีป้องกันสนิมของตัวถังของรถ Porscheในวันนี้  มีสตางค์มากๆอย่างเดียวก็ยังไม่สามารถส่งรถคลาสสิค Porsche คันโปรดมาทำการบูรณะใหม่ที่นี่ได้นะครับ  จะต้องมีความอดทนสูงควบคู่กันด้วย  คิวเค้ายาวจริงๆครับ 

ต่อมาเราก็เริ่มเดินทางเข้ามาที่  Porsche Museum แล้วนะครับ มาพบกับคนที่รับอาสามาพาเรา  เดินดู  สถานที่ต่างๆในสายงานการผลิต  ผมขอเล่าส่วนที่ผมประทับใจที่ได้รู้ได้เห็นกับตานะครับเช่นแผนก   Porsche  เอ็กคลูซีฟครับ  ที่นี่เราได้เห็นรถใหม่ๆ รุ่นพิเศษที่ประกอบเสร็จจากสายการผลิตปกติ  ถูกแยกจากขบวนมาจอดเก็บไว้ที่นี่  ชิ้นส่วนหลายอย่างของรถถูกรื้อออกมาทำใหม่ในแบบที่ลูกค้าแต่ละคนต้องการ 

สำหรับที่นี่จุดนี้  มีสตางค์  ทำอะไรก็ได้จริงๆครับ  โดยเฉพาะการสั่งพ่นสีพิเศษ  มันพิเศษมากขนาดที่  โรงงาน Porscheพ่นได้แค่ปีละไม่เกิน  5-6 คันเท่านั้น  ก็ยังมีคนเข้าคิวรอสั่งพ่นสีนี้กันจำนวนมากเลยทีเดียว  ส่วนตัวผมมองว่าถ้าเกิดมีการเฉี่ยวชนขึ้นมาแล้วใครจะซ่อมสีให้ผมได้นะเนี่ย 

วันนี้ถึงแม้ว่าพวกเราทุกคนได้เห็นรถ Porsche  สปีดสเตอร์  ใหม่แบบนับไม่ถ้วนแล้ว  จากที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ผมว่า  มันยังไม่ทำให้  พวกเราทุกคนตื่นเต้นกับหนังที่พวกเราได้เห็น  ที่เขาเปิดในหน้าจอต่างๆทั้งใหญ่ทั้งเล็กโดยรอบบริเวณ  ของโรงงาน  บริเวณพื้นที่รับรถใหม่  หรือแม้แต่ใน   Porscheมิวเซี่ยมเองก็ดี  มันคือ  หนังทางการตลาดใหม่  ของ Porsche  ที่ถ่ายทำในเมืองไทย  ใช้รถ Porsche หลายยุคหลายสมัยของคนไทยและที่สำคัญถ่ายทำโดยคนไทยด้วยครับ  กำกับโดยเพื่อนเต้นของเรานี่เหละครับ  พวกผมทุกคนภูมิใจที่สุดที่ได้เห็น เอ้หรือว่าเต้นจัดฉากหรือป่าว  ผมว่าถ้าจัดได้ขนาดนี้ผมก็ต้องยอมละครับ 

อีกอย่างที่ผมตื่นตาตื่นใจมากก็คือ   Porsche มิวเซี่ยม  เขากำลังเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ50ปีของรถ Porsche  914ครับ  โปรเจ็ค  914 ของผมทำมา  4 ปีกว่าแล้ว  รถเขาฉลองวันเกิดอายุ 50 กันในปีนี้  รถเราจะเสร็จไหม  เนี่ยปีนี้  สงสัยไม่เสร็จ! ยิ่งได้เข้าไปดูหลังบ้านของมิวเซี่ยม  บริเวณที่เขาใช้ซ่อมแซมรถของมิวเซี่ยมด้วย  แล้วขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลยครับ  เพราะได้สัมผัสกับรถ  914 เครื่อง8สูบ  หรือที่เขาเรียกกันว่า  914/8 แต่   Porsche เองเรียกว่า  914/S นะครับ  หนึ่งในสองคันที่ผลิตขึ้นมาเมื่อปี  ..1969 มาจอดที่ช่องซ่อมให้ได้  เห็นกันใกล้ๆเลยครับ 

คันนี้สีส้มคือคันที่เขาผลิตขึ้นมาเป็นคันแรกให้  Ferdinand Karl Piëch ใช้  มันคืองานศิลปะที่ผมดีใจมากที่ได้สัมผัสแบบใกล้ชิดขนาดนี้ครับต้องขอขอบคุณเต้นมาก  ในนี้ยังมี  914อีก  หลากหลายรูปแบบให้ดู  และแล้วหัวหน้าทัวร์ก็พาเราเข้าไปดูด้านในของมิวเซียม  ผมมองดูเวลามันก็ห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว  ยังแอบคิดในใจว่าเหลือเวลาอีกนิดเดียวก็ปิดแล้วเสียดายจริงๆ  ผมจึงตั้งใจเดินแยก  จากกลุ่มเข้าไปดูรถคันที่ชอบแบบเร็วๆแล้วก็มุ่งหน้าไปดูรถ  914 มากมายที่เขานำเข้ามาจัดแสดงเพื่อ  ฉลอง50ปี  ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบอดี้ของอุปกรณ์ควบตั้งแต่ปีแรกที่ผลิตจนปีสุดท้ายถ่ายรูปเก็บข้อ  มูลได้ครบเขาก็ประกาศว่าถึงเวลาที่มิวเซียมปิดแล้วขอให้เดินไปที่ทางออกกันด้วยทุกคน  ผมจึงเดินตาม  มาเจอกับคณะบริเวณทางออก  ทันใดนั้นหัวหน้าทัวร์ก็ให้พวกเรามารวมตัวที่มุมหนึ่งของทางออกจนเจ้า  หน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดสุดท้ายเดินออกจากมิวเซียมจนหมด  แล้วเขาก็บอกเราว่าโอเคนะ  ขอให้  มีความสุขกับการกลับเข้าไปชมข้างในแบบส่วนตัว  พวกเราทุกคนตกใจกันมาก  แต่ก็รู้สึกขอบคุณเต้น  ขอบคุณผู้ประสานงานที่อนุญาตให้พวกเราได้ดูได้นั่งได้ถ่ายรูปกับรถทุกคันที่เราต้องการในที่แห่งนี้  สนุก  จนลืมหิวกันเลยละครับขอบอก  มันช่างเป็นข่วงเวลาที่น่าจดจำมากๆ  วันรุ่งขึ้นแล้วสินะที่พวกเราต้องมุ่งหน้าเดินทางเข้ามิวนิกเพื่อไปเจอกับทุกคนในคณะไปดูรถเตรียมข้าว  ของก่อนออกเดินทางในวันถัดไปแต่เช้ามืด  คุณเอบอกพวกเราว่าวันแรกของทริปได้ยินว่าเราต้องขับรถ  นานหน่อยแต่ช่วงแรกๆโชคดีที่เป็นออโต้บาห์น  ผมจำได้ว่าตอนนั้นเรานั่งทานเข้าเย็นกันอยู่ผมนี่เกือบจะ  กลืนอาหารคำนั้นไม่ลงคอเลยเพราะคิดขึ้นมาว่าครั้งสุดท้ายที่ขับรถผมที่มอเตอร์เวย์ที่อังกฤษ  วิ่งอยู่ที่  ความเร็วยังไม่ถึง70ไมล์เลยเจอลมพัดทีนี่รถผมส่ายทั้งคัน  แล้ว  Porsche Classic Center ที่มิวนิกจะ  ทำให้รถผมขับดีขึ้นได้แค่ไหนเนี่ย  เราจะวิ่งตามกลุ่มเขาทันไหม  ถ้าไม่ทันเราจะหลงไหม  แต่ก็เบาใจเพราะ  อย่างน้อยผมก็มีพี่ชายสุดที่รัก  คือพี่เอ  ที่เสียสละ  มานั่งกับผมตลอดการเดินทางในทริปนี้ครับ  อย่างน้อย  เราก็ไม่ได้อยู่คนเดียว  จริงๆผมเชื่อเหลือเกินว่าพี่เอก็ต้องอยากขับรถแน่ๆอยู่แล้ว  เดิมก็เช่ารถ  Boxster ตัวใหม่เอาไว้เหมือนกันแต่คงเป็นห่วงน้องว่าปกติเดี๋ยวมันก็เหนื่อยเดี๋ยวมันก็ปวดหัวเป็นไมเกรน  ผมว่า  ด้วยเหตุผลของพี่ที่เป็นห่วงน้องนี่เหละพี่เอเลยตัดสินใจมานั่งเป็นเพื่อนน้องแทนที่จะเช่ารถขับเอง  ผมขอ  ขอบคุณพี่เอมากที่สุดจากใจเลยนะครับ 

Day 1 Saturday 29th June 450km 8hr :

Munich to Bever Switzerland VIA Austria, Italy : Overnight in Bever Switzerland

วันนี้คือวันแรกของการเดินทาง  ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี4ครึ่งเพราะต้องแยกของมาใส่กระเป๋าเล็ก  ต้องฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมที่มิวนิก  เช็คเอ้าท์แล้วยกของไปใส่รถที่  Porsche Zentrum München เพราะล้อหมุน6โมงเช้าครับ  การออกทริปครั้งนี้พวกเราทุกคนตื่นตัวและตรงเวลากันมากเพราะคน  เยอรมันเป็นคนที่ตรงต่อเวลาพวกเราเลยคุยกันว่ากลุ่มเรามาร่วมเดินทางกับคณะของ  Stefan ในครั้งนี้  ในถานะแขกรับเชิญของเขา  การบริหารจัดการระหว่างการเดินทางทั้งหมด  Stefan ทำให้โดยไม่มีค่าใช้  จ่ายใดๆเลย  ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเราต้องตรงต่อเวลา  แล้วมันก็จริงอย่าที่พวกเราคิด  ตีห้าสี่สิบห้า  Stefan เค้าเริ่มมีบริฟฟิ่ง  หกโมงเช้าล้อหมุนจริงๆ  ครึ่งชั่วโมงแรกของการเดินทางผมยอมรับว่าผมเครียดมาก  พี่เอก็ดูผมออก  เพราะเราขับรถออกทริปกัน  มานาน  ความน่ารักของพี่เอคือไม่กดดัน  ก่อนออกเดินทางผมติดตั้งที่ยึดโทรศัพท์เสียบสายชาร์จเปิด  Waze รอ  pairing ลำโพงตั้งระดับเสียงนำทางเสร็จสรรพ  รอแค่  location เท่านั้นเอง  แต่  Stefan กลับ  บอกให้พวกเราเก็บอุปกรณ์เหล่านี้ให้หมด  เพราะไม่ต้องการให้มีสิ่งใดมาบังสายตา  ต้องการให้ได้เห็นวิว  ทิวทัศน์เต็มที่  สนุกกับการขับรถ  ที่สำคัญคือห้ามทิ้งระยะห่างคันหน้ามากเกินไป  รับรองไม่หลง  แค่นี้พี่เอ  ก็รู้แล้วครับว่าผมเครียดแน่นอนเพราะ  Waze นอกจากจะนำทางได้ดีแล้วยังมีเสียงเตือนความเร็วที่  กำหนดในทุกๆที่ถ้าเกินก็จะเตือนเราตลอดเวลา  มีผู้ร่วมใช้ทางที่ใช้โปรแกรมนี้เช่นกันคอยบอกคอยเตือน  เรา  realtime ว่ามีรถจอดไหล่ทาง  มีอุบัติเหตุ  มีตำรวจ  มีด่าน  มีกล้องจับความเร็ว  มีความเร็วของรถที่จับ  จาก  GPS ขึ้นโชว์บนหน้าจอโทรศัพท์ตลอดเวลาด้วย  ผมขับรถคลาสสิคครับเข็มไมล์มันก็ไม่ค่อยเสถียร  ผมจึงพึ่งโปรแกรม  Waze มาโดยตลอด  แต่ครั้งนี้ไม่มี  อีกอย่างคือผมขับรถพวงมาลัยขวาแต่ในยุโรป  เค้าขับรถพวงมาลัยซ้ายกัน  ช่วงแรกๆต้องพยายามปรับตัวเพราะกลัวหลุดขบวนกลัวหลง  แต่พวกเราก็  มาถึงจุดหมายแรก  คือจุดพักรถก่อนเข้าออโต้บาห์นกันครบเรียบร้อยดีทุกคัน  ก่อนออกจากจุดนี้  Stefan แบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มรถเร็ว  กับ  กลุ่มรถคลาสสิค  ขอเรียกชื่อกลุ่มหลังในรูปแบบของผม  นะครับ  เพราะจริงๆเค้าเรียกว่ากลุ่มช้าครับ  เพื่อให้เห็นภาพ  คณะของคนไทยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มดัง  นี้ครับ  กลุ่มเร็วนำขบวนโดย  Andreas Henkeขับ911Rนำพวกเราคือ  เต้ขับ918 Spyder น้าตุ่มกับแอะขับ991 Carrera4 GTS อู๋ขับ718 Cayman และ  คุณเอขับ718 Cayman ส่วนกลุ่มที่สอง  กลุ่มรถคลาสสิคนำ  ขบวนโดย  Stefan Bogner ขับ911 STนำพวกเราคือ  ผมกับพี่เอ  ธรรมนูญขับ911T ตามด้วยเต้นกับแก้ม  ขับ911 Carrera 3.2 ซึ่งจริงๆเราตกลงจับมือกันอย่างดีว่าจะขับกันตามลำดับแบบนี้นะครับ  เพราะการขับ  รถท่องเที่ยวในอังกฤษในทริปก่อนหน้านี้เราเคยตกลงกับไว้อย่างดีว่ารถคลาสสิคที่มีแอร์จะต้องขับตาม  รถคลาสสิคที่ไม่มีแอร์เสมอครับ  แล้วถ้ามีรถสมัยใหม่ร่วมเดินทางด้วย  พวกรถคลาสสิคที่ไม่มีแอร์ได้สิทธิ์  ขับตามรถสมัยใหม่ก่อนด้วยครับ  เพราะผู้ตามยิ่งถ้าไม่มีแอร์ด้วยแล้วจะรับกลิ่นไอเสียของรถคันหน้าเข้า  เต็มๆ  เหม็นและเมามากๆครับถึงเวลารายงานผลงานของ  Porsche Zentrum München ซึ่งมีแผนกรับรถ  Porsche Classic ที่ผมได้  เล่าไปแล้วตอนแรกว่า  รถของผมก่อนหน้านี้วิ่งยังไม่ถึง70ไมล์เลย  หัวรถมันส่ายจนขับเร็วขึ้นอีกไม่ไหว  แล้ว  แต่ตอนนี้วิ่งอยู่บนออโต้บาห์น  ผมขับได้เต็มคันเร่ง  วิ่งค้างอยู่ที่ความเร็ว110ไมล์  บวก/ลบ  ขึ้นอยู่กับ  วิ่งตามลม  หรือวิ่งทวนลม  นิ่งขับมั่นใจขึ้นมากเลยครับ  เสียอย่างเดียวที่เพื่อนเต้นของผมไม่รักษาสัญญาแซงผมขึ้นมานำเกือบตลอดทางเลย  พี่เอบ่นอุบเลยครับว่าผมปล่อยให้เต้นแซงขึ้นไปได้ยังไง  แซงคืน  เดี๋ยวนี้  รถมันเหม็นมากรู้ไม๊  แซงเร็วๆ  แก่บ่นจนผมเริ่มเครียดแต่ก็พยายามสงบจิตสงบใจบอกพี่เอแก่ว่า  พี่ครับ  รถเต้นมันใหม่กว่าเราตั้งเกือบ20ปีเครื่องรถเรา2200ซีซี  เครื่องรถเต้น3200ซีซี  แถมรถเราแบก  กระเป๋าเราสองคนเต็มที่  รถเต้นยังขี้โกงเอากระเป๋าไปใส่รถอู๋อีก  ผมตามขบวนได้ทันก็บุญแล้วพี่  ส่วนเรื่อง  เหม็นอ่ะสมน้ำหน้าพี่เอมากตอนอยู่อังกฤษขับรถเฟอรารี่มอนเดลเปิดแอร์เพลงเพราะ  ส่วนผมขับคันนี้ตาม  เนี่ยผมกับภรรยาก็เหม็นแทบจะเป็นลมแบบนี้แหละ  อดทนนะพี่  ฝึกไว้  ผมจำได้เลยพอจอดรถปุ๊บพี่เอเดิน  ไปหาเต้นทันที  ยังไม่ทันพูดอะไรเลยแต่ดูเหมือนเต้นจะรู้ตัวรีบสวนกลับมาทันที  พี่เอครับ  ผมต้องแซง  เพราะแก้มเหม็น  เต้นกล่าว  ส่วนพี่เอก็สวนทันทีเช่นกัน  รถมึงมีแอร์  มันจะเหม็นเท่ารถคันหนูนินมันได้ไงว่ะ  สรุปคือแอร์รถเต้นเสีย  สมน้ำหน้าเยาะเย้ยเราไว้ตั้งแต่อยู่เมืองไทยล่ะ  บอกให้ส่งรถมาเช็คด้วยกันก็ไม่ส่ง  เอาน่ะ  หนทางยังอีกยาวไกลครับ  วันแรกตามกำหนดการเราต้องขับประมาณ  450km ใช้เวลา  8ชั่วโมง  วิ่งจาก  เยอรมัน  ไป  ออสเตรีย  แล้ว  เข้า  อิตาลี  แล้วกลับเข้ามานอนที่  สวิสเซอร์แลนด์  ผ่านทั้งหมด  7 passes และจะแวะทานข้าวกลางวัน  ที่  Stelvio pass ที่โด่งดังและสวยงามมาก  เพราะมันคือสวรรค์ของนักขับขี่ทุกอย่างเลยครับ  ไม่ว่าจะเป็น  รถยนต์  จักรยาน  มอเตอร์ไซค์  เห็นแม้กระทั่งคนเล่นสเก็ตขึ้นเขาครับมันดูทรมานร่างกายเหลือเกิน  ถอด  เสื้อใส่แค่ขาสั้นแล้วเล่นสเก็ตขึ้นเขา  มีไม้ค้ำช่วยสองข้างเพื่อพยุงตัวและค้ำยันให้ตัววิ่งไปข้างหน้า  คน  พวกนี้น่านับถือมากๆ  นักปั่นจักรยานขึ้นเขาก็น่านับถือครับ  ทั้งหญิง  ทั้งชาย  หุ่นผอมบางหรืออ้วนท้วมไม่  สำคัญปั่นขึ้นเขาคละกันไปหมดบ้างก็ปั่นบ้างก็เข็น  คนที่นี่เขาใช้ชีวิตกันจริงๆมีเป้าหมายชัดเจนในแต่ล่ะ  วันว่าจะทำอะไร  ไม่หายใจทิ้งป่าวไปวันๆ  ผมอธิบายแบบนี้คุณผู้อ่านคงพอจะนึกภาพออกนะครับว่าจริงๆ  แล้วอุณหภูมิบนนั้นจะเป็นเท่าไหร่  ก่อนเดินทางผมได้รับคำแนะนำให้เตรียมเสื้อผ้าแบบขึ้นเขาอุณหภูมิ  ระหว่าง  2-20 องศาเซลเซียส  แต่มาถึงแล้วเพิ่งทราบกันว่ามีพายุความร้อนเข้า  อากาศบนเทือกเข้าถ้าอยู่  ในแดดผมว่ามี  30กว่าองศาเซลเซียสแน่นอนร้อนตับแลบ  ดูได้จากรูปผมตอนลงจากรถนี่  เปียกยัน  กางเกงยีนส์ที่ใส่เลยครับ  ที่ต้องใส้เสื้อแขนยาวบางๆเพราะกันยูวีครับแค่นี้ก็แสบแขนแสบคอมากๆแล้ว  ร้อนจริงๆครับ  เบาะรถผมเป็นไวนิลทั้งตัวด้วย  บอกตรงๆอยากได้เบาะผ้าขึ้นมาทันที  เพราะว่าคงจะไม่ลื่น  ไม่ร้อนเท่าเบาะตัวนี้  แต่ก็ต้องสู้ครับวิถีรถคลาสสิค  เราจงสนุกกับมันต่อไป  ไฮไลท์ของวันนี้คือ  ในที่สุดกลุ่มเร็วก็หลงครับ  จริงๆแล้วแอบกังวลอยู่แล้วว่าถ้าหลงกันจะทำอย่างไร  คณะคนไทยในกลุ่มเร็วผมเชื่อว่ายังไม่มีโอกาสแลกเบอร์โทรศัพท์กันแน่ๆกับกลุ่มเพื่อนๆของ  Stefan การขับรถบนเขาใกล้ๆเที่ยงนี่รถก็เยอะ  จักรยานก็เยอะ  มอเตอร์ไซค์ก็เยอะครับ  เวลาแซงแล้วติดรถช้า  แชงยังไม่ได้ก็จะทิ้งระยะห่างกับคันหน้าจนบางทีมองไม่เห็นหลังรถคันที่เราตามอยู่เลยก็มี  แล้วแยกบางแยกของถนนบนเขามันก็กันได้ไม่ชัดไม่รู้ว่าไปทางไหนกัน  ถนนก็คดเคี้ยวขึ้นลงเขาตลอด  เลี้ยวกัน  ตลอด  เวลาจริงๆ  คนขับจึงมองไกลมากก็ไม่ได้  ทางบางช่วงก็แคบ  918 Spyder ของเต้วิ่งมาบางทีเจอรถสวน  นี่แทบต้องจอดเลยนะครับ  แต่มีคนขอถ่ายรูปรถตลอดทาง 

คนที่นี่น่าประทับใจครับ  เขาใจดีแบ่งปันซะ  ส่วนใหญ่  ใจแคบก็มีบ้างแต่เหมือนจะน้อยกว่าคนใจดีครับ  หลบให้  โบกให้  ให้ทาง  ที่นี่เขาแทบจะไม่มี  ใครขับรถทับเส้นกลางถนนกันเลยนะครับ  ไม่ว่าจะมีรถสวนหรือไม่มีรถสวนก็ไม่วิ่งตัดเลนกันเลย  เคารพเส้นทึบห้ามแซงกันมากๆด้วย  ขับรถแบบ  Full line หรือ  Race line แทบจะไม่มีใครทำกันเลย  ผมขับ  รถพวงมาลัยขวา  วิ่งฝั่งขวาของถนนขึ้นเขา  เพราะความที่เรานั่งฝั่งขวานี้เราอยู่ใกล้ขอบของถนนจนน่า  กลัวมากๆ  รั้วกันกันตกก็ไม่มี  สุดขอบถนนก็เหวดีๆนี่เอง  ขับไปเครียดไปจริงๆวันนี้  เมื่อถึงร้านอาหารกลางวันซึ่งอยู่ด้านหน้าของ  Stelvio National Park กลุ่มเราได้รับทราบว่ากลุ่มเร็วหลงกัน  Stefan ดูจะเงียบขรึมไปอย่างเห็นได้ชัด  พยายามติดต่อประสานงานกับอู๋จนสำเร็จ  อู๋รับหน้าที่เป็นผู้นำ  กลุ่มพวกเราที่หลงไปกลับมาเจอกันที่ร้านอาหารได้อย่างปลอดภัย  โดยใช้  WhatsApp ตั้งกลุ่ม  ขึ้นมา  แล้วใช้วิธี  share live location ตั้งไว้เลย  8 ชั่วโมงครับ 

แต่สำหรับการเดินทางเป็นกลุ่มแบบนี้  share live location กันทุกคนนี่  ดีสุดๆเลยครับเห็นหมด  ใครวิ่งอยู่  ใครจอดอยู่  หากันเจอจนถึงโต๊ะไหนในร้านอาหารกันเลยครับ  ในที่สุดวันแรกเราใช้เวลาเดินทางรวมแวะทานข้าวกลางวันแบบเร็วๆกันไป  กว่า12 ชั่วโมง  แต่ก็เดินทางถึงโรงแรมที่พักกันโดยสวัสดิภาพกันทุกคน 

ก่อนทานข้าวเย็น  Stefan ขอให้ทุกคนมารวมตัวกันกลางสนามหน้าโรงแรม  มีการแนะนำตัวกัน  พร้อมกับ  การอธิบายเส้นทางให้ทุกคนฟังว่าเส้นทางที่เราจะไปกันต่อไปนี้จะไม่ใช่เส้นทางปกติเพราะ  Stefan ผสมเส้นทางระหว่างแผนที่ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันกับแผนที่โบราณอายุไม่ต่ำกว่า  30 ปีแล้ว  ถนนบางเส้นทางต้อง  เป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะรู้จัก  นี่คือเหตุผลที่เค้าไม่อยากให้พวกเราใช้เครื่องจีพีเอสหรือ  Google map นำทาง  บางเส้นทางถูกตกสำรวจไปแล้วเพราะมีการสร้างทางใหม่ที่สะดวกมากกว่า  แต่พวกเราจะไม่ใช้  เส้นทางพวกนั้นเพราะรถจะเยอะมาก  พร้อมกับหยิบแผนที่ที่Stefan ขีดเส้นทางที่เราจะใช้ลงไปบนแผนที่  ปัจจุบัน  มากแจกให้กับเพื่อนๆเค้า  3-4คน  และมอบหน้าที่ให้เพื่อนเขาเหล่านั้นคอยดูแลรถทุกคันในคณะ  เพราะขับรถบนถนนพวกนี้หลายที่อาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยจึงจำเป็นต้องช่วนกันดูแลรถทุกคันไม่ให้หลงทางกันอีก 

เย็นนั้นพวกเราทานข้าวกันที่โรงแรมเสร็จแล้วก็มีเค้กวันเกิดมาเซอร์ไพรส์น้าตุ่ม  ในวันคล้ายวันเกิดกัน  อย่างสนุกสนาน  น้าตุ่มฟิตมากและขับรถเก่งมากๆครับ  ขับเองมาทั้งวัน  แต่ดูเหมือนแอะจะเหนื่อยกว่า  เพราะต้องปีนป่ายถ่ายรูปตลอดเวลา  ตกเย็นได้นั่งดูรูปกันคุยกันสนุกสนาน  หลังจากนั้นฝรั่งกับคนไทยก็เริ่มจะคุยกันมากขึ้นๆ  ได้มีเวลาแนะนำตัวกันบ้างชนแก้วกันบ้างก่อนเข้านอน  เป็นบรรยากาศที่เป็นกันเอง  มากๆ  ยิ่งพวกเราได้เห็นน้าตุ่ม  สนุกสดชื่น  ความกังวลของเต้ที่เป็นห่วงคุณพ่อมากก่อนมาว่าจะขับรถไหว  หรือเปล่านั้นหมดไป  กลายเป็นบรรยากาศของการหยอกล้อกันแซวกันสนุกสนานกันมากเลยทีเดียว  จบ  Day1 29/06/19

Day 2 Sunday 30th June 320km 5.30hr :

Bever Switzerland to Handegg Switzerland Via Andermatt : Overnight in Handegg Switzerland .

วันนี้พวกเราไม่ต้องรอนาฬิกาปลุกกันเลยเพราะเพื่อนๆของ  Stefan ตื่นกันแต่เช้ามืด  มีกลุ่มเล็กออกไปขับ  รถเล่นกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น  พวกเค้ามากันเพื่อขับรถกันจริงๆ  ครั้งพอได้ยินเสียงรถกลับเข้ามาที่  โรงแรมผมก็อาบน้ำจัดกระเป๋าเสร็จพอดีพร้อมออกเดินทางวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ  50 ปี  บริบูรณ์  ของผม  รู้สึกดีมีความสุขมากๆ  ได้รับพรจากญาติผู้ใหญ่  คือน้าตุ่มตั้งแต่เช้า  เพื่อนๆคนไทยแอบมา  อวยพรกันเงียบๆไม่เอิกเกริกดีต่อใจที่สุดเลยครับ  Stefan ขับ 911ST David Zu Elfe ขับ 911 Carrera 3.2 และ  Micky Daiminger ขับ 911T ย้ายมาอยู่กลุ่ม  คนไทย  ที่เหลือไปอยู่กลุ่มรถเร็วกันหมด  โดยStefanขับนำเต้  กับ  น้าตุ่มกับแอะ  และอู๋  ส่วน  Davidขับนำ  Micky ผมกับพี่เอ  เต้น  ส่วนคุณเอขับปิดท้ายขบวนให้  แต่ที่ดูจะแปลกๆก็คือแก้มย้ายไปนั่งกับ  Andreas ที่ขับ911R เพราะแอร์เย็นเพลงเพราะ  อันนี้ก็พอจะ  เข้าใจได้ว่าแก้มต้องเสียสละ  รถพี่เต้นแอร์เสียแล้วยังต้องมาขับตามผมซึ่งเป็นรถที่น้ำมันท่วมตลอดเวลาที่อยู่บนเขากลิ่นท่อไอเสียคงจะแรงใช้ได้เลยครับ 

ผมได้ Micky ซึ่งขับ 911T เหมือนรถผมเลยแต่สีเหลืองขับนำ  เขาเป็นผู้นำที่ดีมากขับรถเก่งที่สำคัญคือไม่ทิ้งระยะไกลเลย  ยกคันเร่งรอผมตลอดจนทำให้ผมรู้สึกไม่กดดันว่าจะตามเขาไม่ทัน  ผมสังเกตเห็นว่าเขา  Carry Speed เข้าโค้งโดยแทบจะไม่เห็นไฟเบรกติดเลยทั้งวัน แล้วเขาก็ค่อยๆเดินคันเร่งออกจากโค้งจนได้ยินเสียงเดินคันเร่งเต็มที่ขับรถ smooth มากๆ แต่ไปได้เร็วด้วยครับ  ผมจึงเริ่มทำตาม  ได้บ้างไม่ได้บ้าง  สลับกันไป  การขับรถของผมในวันนี้หลายอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น  เข้ากับรถมากขึ้น  เริ่มที่จะเกร็งน้อยลง  ส่วนเต้นก็เต้นระบำโชว์อยู่ข้างหลังให้ผมกับพี่เอดูทางกระจกมองหลังตลอดทั้งทางทำให้หัวเราะกันเม้ากันกับพี่เออยู่ในรถจนคอแห้ง  ส่วนพี่เอเนวิเกเตอร์กิตติมศักดิ์ของผมก็ตะโกนบอกทางพร้อมกับให้น้ำนักมวยอย่างผมไปตลอดทาง 

พวงมาลัยรถผมใหญ่ครับขนาด400มิลลิเมตรเวลาเลี้ยวโค้งหักศอกขึ้นเขา  แต่ละที  สาวกันมันเลยครับเลยต้องใช้พลังงานเยอะจนพี่เอแซวว่าเป็นนักมวย ในรถไม่เงียบเหงาเลย  เพราะพี่เอตะโกนตลอด  ผมได้ยินจนชินหูครับว่า แฮร์พิน  ขวา ขึ้นเขาชัน  แฮร์พินซ้าย ขึ้นเขาชัน  จนผม  หลอน  ถึงทางตรงยังตั้งท่าจะแฮร์พินขวาเข้าที่จอดรถชมวิว  เกือบไปเหมือนกัน  จนพี่เอตะโกนว่า  กูไม่ได้ขานมึงจะเลี้ยวทำไมอยู่หลายหนเลยที่เดียวครับ  สนุกสนาน  คลายเครียด  มากมาย 

หลังทานข้าวเที่ยงมีกลุ่มเพื่อนๆของ  Stefan มาร่วมขบวนเพิ่มอีก2คันครับ  คือรถ918 Spyder กับรถ911 Speedsterคันใหม่ล่าสุดเลยครับ  ที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผมเพราะคนที่ขับรถ911 Speedsterคันนี้ไม่  ธรรมดาทั้งตัวรถและตัวคนขับครับ  รถคันนี้พิเศษเพราะเป็นรถLimited Editionของ Porsche  ที่มีแผ่นเพลท  บอกเบอร์ที่ผลิต  ซึ่งคันนี้เบอร์  0000/1948 ครับ  ส่วนคนขับคือ  Michael Mauer เค้าผู้นี้คือนักออกแบบ  รถชื่อดัง  แล้วยังมีตำแหน่ง  Chief Designer at Porsche มีผลงานออกแบบเด่นๆภายใต้ความรับผิด  ชอบของเขาเช่น  Porsche 991 Generation และ  Porsche 918 Spyderรวมถึง  Porsche 991 Speedster คันนี้ด้วยครับ 

พอตกบ่ายอากาศร้อนมาก  และเส้นทางก็มีแต่วิ่งขึ้นเขานานๆเป็นชั่วโมงๆแล้วก็ลงเขามาสักพัก  ก็กลับ  มาวิ่งขึ้นเขานานๆอีก  รถผมวิ่งขึ้นเขาแบบเหนื่อยมากๆ  รถไม่มีกำลังเลยวิ่งได้แต่เกียร์หนึ่งแทบจะไม่ได้  ลงเกียร์สอง  แล้วก็ตามมาด้วยอาการเหมือนหัวเทียนบอดตลอดทาง  เหนื่อยทั้งรถ  เหนื่อยทั้งคนขับ  ตามกลุ่มก็ไม่ค่อยจะทัน จนเค้าต้องจอดคอยรถผมอยู่หลายครั้ง  น้าตุ่มเองเริ่มเป็นห่วงจนถอยมาขับตามหลังผมเลย 

บรรยากาศในรถเริ่มจะตึงเครียดถึงขนาดพี่เอ  เอ่ยปากว่าต้องยอมรับสภาพนะ  อย่าเครียดขับมาได้ดีแล้วแต่รถมันไปไม่ไหวจริงๆ  พอจอดพักบนเขาทีไร  กว่าจะสตาร์ทรถติดได้  กลุ่มหน้าเค้าก็วิ่งกันไปไกลแล้วทุกที  แต่พอถึงทางลงเขายาวๆ  ผมเลยได้ลากรอบสูงในแต่ละเกียร์ยาวๆ  อาการก็ดีขึ้น  พอถึงทาง  ราบยาวๆ  รถก็วิ่งดีเป็นปกติเลย  แปลกมาก!

รถของMickyก็เริ่มจะมีอาการเหมือนรถผมขึ้นมาแล้วครับ  หัวเทียนบอด  ตดปุ้งปั้งโดยเฉพาะในโค้ง  แฮร์พินขึ้นเขาชัน  ตอนจอดพักแล้วจะไปต่อรถเค้างอแงมากสตาร์ทยากมากๆ  กว่าจะติดเครื่องได้  อาการ  เดียวกันกับรถผมเลยครับ  ตอนหลังเค้าสลับให้David มาขับนำผมแทนแล้ว  Micky ไปปิดท้ายขบวนหลังรถคุณเอ  สงสัยคงต้องไปทิ้งระยะห่างแล้ววิ่งไล่เขม่าในห้องเผาไหม้เหมือนผมแน่ๆเลย 

พอถึงโรงแรม น้าตุ่มเดินลงจากรถมากับถุงคลองแครงกรอบ  มาหาผมที่รถแล้วบอกว่ากินรองท้องไปก่อนนะ ถ้าจะหิว เห็นท่าขับรถแล้วน่าจะใช้พลังงานเยอะมาก  ส่วนเต้ก็เดินมาหาถามว่า พี่หนูโอเคป่าวพี่ ค่อยๆ  ไปนะครับ  เพื่อนฝรั่งคนหนึ่งเราเรียกแกว่าลุงฟรั้น  Franz Schwarz เดินมาหาบอกว่า  Stefan ให้มาช่วยดูรถ  แกก็มาสตาร์ทรถเปิดเครื่องดูแล้วก็บอกว่า  ทุกอย่างโอเค ผมกับพี่เอก็สบายใจพวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องพัก 

ผมได้คุยโทรศัพท์กับภรรยากับลูกสาว  พวกเขามาทำธุระเรื่องโรงเรียนของลูกชายที่อังกฤษ  จึงเกิดความคิดถึงครอบครัวขึ้นมาทันที  เริ่มกด  Google maps ดู  เห็นว่าจากที่พัก  ขับเข้าอังกฤษยังพอไหว  14ชั่วโมงถึงลอนดอน  จึงคิดอุบายไปขอพี่เอดูพาสพอร์ท  เห็นวีซ่าอังกฤษของพี่เอยังมีอายุอยู่  ผมจึงเล่าความในใจให้พี่เอฟังและชวนพี่เอไปอังกฤษด้วยกัน  หรือไม่ก็ให้พี่เอขับรถต่อไปจนจบทริป  ส่วนผมก็หาทางไปขึ้นรถไฟกลับเข้าลอนดอนเพราะตอนนี้เรายังอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์  ถ้าหลังจากวันนี้ไปแล้วมันก็จะไกลเกินไปที่จะเดินทางเข้าลอนดอนแล้ว  ที่สำคัญคือเส้นทางต่อไปหลังจากวันนี้เราจะขับรถอยู่บนสันเขา  ไปตลอดทางซึ่งจะยากที่จะขอแยกตัวประกอบกับภรรยาและลูกๆก็จะกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วัน 

สรุปคือ  ถ้าจะแยกตัวก็ควรจะตัดสินใจเลยวันนี้  จิตตกมากๆครับ  คิดเกรงใจทุกคนไปหมดรู้สึกว่าตัวเองเป็น  ภาระ  ให้กับคนอื่นๆด้วย  ถ้าจะขับรถต่อไปกับคณะ  พี่เอฟังผมทั้งหมดแล้วก็เข้าใจและให้กำลังใจผม  บอกผมว่า  ถ้าจะไปไหนเราก็จะไปด้วยกัน  แต่ตอนนี้  อยากให้ใจเย็นๆก่อน  ค่อยๆคิด  Road Trip แบบนี้มันไม่ได้มากันง่ายๆนะ  จำได้ไหม  เรายังนั่งหัวเราะกัน  เลยตอนที่เปิดหนังสือของ  Stefan ดูกันที่  25G แล้วหนูนินถามว่า  เราจะมีโอกาสไปขับรถบนถนนพวกนี้บ้างหรือป่าว  แล้วทุกคนก็บอกพร้อมกันว่า  ยากหว่ะ

แต่วันนี้พวกเราได้มาขับรถกันที่นี่แล้วเราก็ควรจะต้องไปให้จบทริป  เชื่อเถอะทุกคนเข้าใจ  แล้วพี่ก็มั่นใจด้วยว่าไม่มีใครรู้สึกว่าเราเป็นภาระหลอก  เชื่อสิ  คิดดีๆ  เมื่อผมได้คิด  ก็ตัดสินใจไปต่อครับ คืนนั้นเลยไปนั่งคุยกับ  Micky แบบจริงจังถึงวิธีการขับรถและรายละเอียดของรถ  สิ่งที่ผมเรียนรู้ในวันนี้ที่น่าจะเป็นเหตุทำให้เครื่องยนต์ของรถผมเกิดอาการสะดุดในระหว่างที่ผมเหยียบคันเร่งหรือบางทีเครื่อง  ก็จะวอดดับไปเลยในเวลาที่ผมพยายามจะเหยียบคันเร่งเพิ่ม  เพื่อให้รถมีแรงขึ้นเขาสูงชันนั้นได้  อาการนี้  มักจะเป็นมากขึ้นในช่วงเวลาบ่ายๆที่มีอากาศร้อนจัด  มีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุครับ  ยิ่งเวลาบ่ายที่ผมว่า  รถผมมีอาการมากเสียจนจะวิ่งไปต่อไม่ไหวแล้วก็คงเป็นเพราะทุกๆปัจจัยมันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน  กล่าว  คือ  ตามทฤษฎีเครื่องยนต์จะมีกำลังก็ต่อเมื่อการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้นั้นสมบูรณ์  การที่เครื่องยนต์จะจุดระเบิทสมบูรณ์ได้  มีปัจจัยสำคัญหลักคือส่วนผสมของอากาศและน้ำมันจะต้องเหมาะสมกับเครื่องยนต์นั้นๆ  ดังนั้นสำหรับรถยนต์คลาสสิคจะต่างจากรถยนต์สมัยใหม่มากเพราะรถยนต์คลาสสิคมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  อุณหภูมิ  และภูมิประเทศ  เพราะใช้ระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันแบบกลไกของคาร์บูเรทเตอร์ผ่านท่อรวมไอดีไปที่ห้องเผาไหม้แต่ละสูบของเครื่องยนต์  ซึ่งไม่มีการชดเชยใดๆเหมือน  กับรถยนต์สมัยใหม่ที่ใช้กล่องอีเลคโทรนิคควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านหัวฉีดไฟฟ้าตรงเข้าห้องเผาไหม้ในแต่ละสูบของเครื่องยนต์เลย  จึงสามารถที่จะควบคุมทุกอย่างได้ละเอียดและแม่นยำกว่า  แถมยังมีระบบชดเชยให้ในตัวจึงทำให้ส่วนผสมของอากาศและน้ำมันเหมาะสมตลอดเวลาอีกด้วย  ในการกำหนดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันสำหรับรถคลาสสิคนั้นจึงสามารถทำได้ตามภูมิประเทศที่รถคันนั้นใช้งานอยู่เป็นส่วนใหญ่เช่นจูนให้ใช้งานดีบริเวณที่ราบต่ำ  แต่พอรถไปวิ่งอยูบนภูเขาหรือที่ราบสูง  ยิ่งสูงมากเท่าไหร่อากาศก็จะยิ่งบาง  ออกซิเจนก็จะน้อยน้ำมันมันก็จะยิ่งหนาขึ้นไปเองโดยอัตโนมัติ  ผมอธิบายแบบนี้คงพอจะนึกภาพตามผมได้นะครับ 

รถของผมได้ถูกจูนอัพหรือกำหนดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันให้ใช้ในเมืองซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเล็กน้อย  แต่พอเอาไปขับบนภูเขาสูงชัน  สูงกว่าระดับน้ำ  ทะเลมากๆ  รถของผมก็จะวิ่งน้ำมันหนาขึ้นเองโดยอัตโนมัติ  ยิ่งอากาศยิ่งร้อนขึ้นเท่าไหร่  ออกซิเจนใน  อากาศก็ยิ่งเบาบางขึ้นเท่านั้นก็ยิ่งทำให้รถผมยิ่งวิ่งน้ำมันหนาขึ้นไปอีก  ยิ่งวิ่งขึ้นเขาสูงชันไปนานใช้งาน  แต่เกียร์ต่ำๆอุณหภูมิในห้องเครื่องก็ยิ่งสูงขึ้นทีนี้ถ้าอุหภูมิในห้องเครื่องสูงขึ้นมากจนเกินจุดเดือดของ  น้ำมันเบนซินมันก็จะทำให้เกิดฟองอากาศในน้ำมันเบนซินจนส่วนผสมในห้องเผาไหม้เพี้ยนไปอีก  ทำให้การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์  จะเกิดเขม่าควันไฟไปเกาะดำหนาขึ้นหนาขึ้นที่เขี้ยวของหัวเทียนในห้องเผาไหม้  จนทำให้หัวเทียนจุดติดบ้างไม่ติดบ้างจนเครื่องยนต์เดินไม่เต็มสูบเพราะหัวเทียนบางหัวมันบอดลงไงครับ  กำลังเครื่องก็ยิ่งตกลง  ตกลงไปเรื่อยๆจนที่ผมอธิบายว่าเหมือนเครื่องยนต์มันจะไปต่อไม่ไหวแล้วคราวนี้มาดูกันเรื่องการเหยียบคันเร่งบ้างว่าทำไมรถคลาสสิคมันถึงไวหรือมีผลกระทบมากจากการ  เหยียบคันเร่งที่แตกต่างกัน  อ้าวบางท่านอาจจะสงสัยว่าเหยียบคันเร่งมันก็แค่เอาเท้าขวาเรากดลงไปที่  แป้นคันเร่งเท่านี้เองไม่ใช่เหรอ  อันนี้ผมขอชี้แจงขยายความหน่อยนะครับ  อ่านแล้วท่านจะหัวเราะผม  แต่ขอบอกว่าผมไม่ได้แต่งคำพวกนี้ขึ้นมาเอง  แต่ฟังเค้ามาบ้างอาจารย์ของผมแต่ละท่านที่เคยสอนผมขับรถแข่งมาในอดีตใช้สอนผมมาบ้าง 

สรุปได้ว่าอย่างนี้ครับ การเหยียบคันเร่งภาษาที่ผมคุ้นเคยเค้าใช้ว่าการเดินคันเร่ง  การเดินคันเร่งก็จะมีหลายแบบครับ  เหยียบ  แป้นคันเร่งจนจมติดพื้นรถเร็วๆเลย  เค้าเรียกว่าตำคันเร่ง  การค่อยๆเหยียบแป้นคันเร่งลงไปช้าๆ  เค้าเรียก  ว่าเดินคันเร่งเนียนๆ  การเหยียบคันเร่งเร็วๆลงไปครึ่งทางแล้วหยุดค้างไว้ตรงนั้น  เค้าเรียกว่า  อมคันเร่ง  50% หรือกรอคันเร่ง50% ทำนองนี้ครับ  เมื่อเหยียบคันเร่งในรถคลาสสิคคันเร่งก็จะไปดึงสายสลิงที่ไปขันติดไว้กับลิ้นปีกผีเสื้อ  (throttle valve) เมื่อลิ้นเปิดอากาศก็ไหลเข้าเครื่องได้มากขึ้น  รอบเครื่องก็สูงขึ้น  ตามมา  เหมือนเวลาเราขับรถ  อยากจะให้รถวิ่งเร็วขึ้นเราก็ต้องเดินคันเร่งมากขึ้น  ถ้าความเร็วแค่นี้พอแล้ว  เราต้องการวิ่งเท่านี้ไปเรื่อยๆ  ก็หยุดเดินคันเร่งเพิ่มแต่ไม่ปล่อยเท้าออกจากแป้นคันเร่งรถก็จะรักษาความ  เร็วคงที่ไว้เท่านี้ 

กลับเข้าเรื่องดีกว่านะครับ  ดังนั้นเวลาผมเดินคันเร่ง  จังหวะที่จะเริ่มเดินคันเร่งออกจากโค้งที่ขึ้นเขาลาดชันจึงสำคัญมาก  ว่าเครื่องยนต์จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ในการตอบสนองส่งผลให้  เครื่องยนต์มีแรงดันส่งให้รถเรามีแรงขึ้นเขาต่อไปได้อย่างมีกำลัง  ถ้ากำลังเครื่องยังไม่มา  เราก็ต้องอมคัน  เร่งรอ  รอจนเครื่องยนต์มีกำลัง  เราถึงจะเดินคันเร่งต่อไปได้  รอบเครื่องก็จะกวาดต่อเนื่องไปจนถึงจุดที่เรา  จะต้องเปลี่ยนเกียร์  แต่ในวันก่อนหน้านี้ผมเดินคันเร่งเร็วเกินไป  ไม่รอ  หรือ  อมคันเร่งนานพอที่จะให้กำลัง  เครื่องขึ้นมาทัน  จึงทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์  เป็นแบบนี้หลายต่อหลายครั้ง  จนทำให้  มีเขม่าสะสมในห้องเผาไหม้มาก  จนหัวเทียนบอดครับ  กำลังเครื่องก็ยิ่งจะตกไปเรื่อยๆ  แล้วถ้าเรารู้สึกได้  ว่า  หัวเทียนเริ่มจะบอดแล้ว  เราก็ต้องหาทางขับไล่ให้เขม่าออกจากห้องเผาไม้ให้มากและเร็วที่สุด  แบบที่เราคุ้นเคยกับการขับรถไล่เขม่ากัน  เช่นวิ่งเกียร์ต่ำแล้วลากรอบขึ้นไปค้างไว้สูงๆแช่ไว้แป๊บนึงทำนองนี้นะครับ  รถแต่ละคันก็ต่างกัน  ดังนั้นเราก็ต้องปรับวิธีการขับขี่ให้เหมาะสมกับรถคันที่เราขับให้ได้มากที่สุด  นี่แหละครับเสน่ห์ของรถคลาสสิค 

รถของMicky ผลิตขึ้นหลังรถ911T คันสีน้ำเงินของผมแค่ปีกว่าๆเท่านั้นเอง  มองจากข้างนอกรถสองคันนี้  แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยนอกจากล้อ  รถของMicky ใช้ล้อแม็คFuchsซึ่งจะมีน้ำหนักเบากว่าล้อ  รถผมที่ใช้กระทะล้อเหล็ก  แต่ถ้าฟังเสียงเครื่องโดยเฉพาะเวลาที่ผมขับตามรถเขา  ผมจะรู้สึกได้ถึงกำลัง  ของเครื่องยนต์ของรถเขาจะมีมากกว่ารถผมมากโดยเฉพาะเวลาเลี้ยวขึ้นเขาชันๆกลางโค้งแฮร์พิน  รถเขาจะดึงทิ้งห่างรถผมพอสมควร  แต่ในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นแตกต่างกันมากครับเครื่องยนต์รถผมสแตนดาร์ด  2.2ลิตร  จากโรงงาน  แต่  เครื่องในรถของMicky ขนาด  2.5ลิตรโมดิฟายสำหรับใช้ขับขึ้นเขา  หรือ  ที่เรียกกันว่า  Hill climb spec. ส่วนช่วงล่างของรถMicky ทอร์ชั่นบาร์  และโช๊คอัพเค้าก็ใช้ของ  aftermarket เป็น  Fast road spec. แต่ของผมยังเป็นช่วงล่างสแตนดาร์ดอยู่เลย  ดังนั้นสำหรับรถสองคันนี้การขับขี่ต่างกันมากแน่นอน  สาเหตุที่รถของMickyมีอาการคล้ายรถผมในตอนบ่ายวันนี้คงเป็นเพราะเขาขับรถรอผมจนเพลินนานเกิน  ไปอากาศช่วงบ่ายก็ร้อนมากด้วยจนรถเค้าหัวเทียนบอดไปเช่นกันครับ 

แต่พอเขาเปลี่ยนไปขับปิดท้าย  ขบวนทำให้เขาทิ้งระยะห่างได้เป็นจังหวะเพื่อที่จะขับไล่เขม่าในห้องเผาไหม้ของรถเค้าได้  เครื่องก็จะกลับ  มาวิ่งดีมีกำลังได้เหมือนเดิม  การพูดคุยในค่ำคืนนี้ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่มากมาย  ผมเองชอบรถมาตั้งแต่เด็กซ่อมรถเองก็พอได้บ้าง  ขับรถคลาสสิคมาก็หลายคันทั้งของตัวเองของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ  แข่งรถมา  ก็ตั้งหลายปีไม่คิดเลยว่าการมาขับรถทริปนี้  ถนนบนเขาสูงชันแบบนี้เรายังต้องศึกษาหาความรู้ใหม่เพิ่ม  เติมอีกมากมาย  ที่สำคัญคือถ้าทฤษฎีที่คุยกันได้วันนี้มันมาถูกทาง  แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือผมจะต้องทำให้ได้อย่างที่คิดด้วย  ซึ่งมันจะยากกว่าการคิดอย่างเดียวเยอะครับ  ผมเริ่มอยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆเพื่อจะได้ทดลองวิธีขับแบบใหม่นี้  จะได้รู้ว่ามันแก้ปัญหาของรถผมได้หรือเปล่านะครับคืนนี้เพื่อนฝูงพี่น้องทุกคนยืนยันอยากจะให้ผมอยู่ต่อหลังจากที่ทุกคนได้ยินเรื่องราวของผมจากพี่เอ อีกคนที่น่ารักมากๆคืออู๋  เพราะอู๋วางแผนว่าจะกลับจากทริปพร้อมเต้  น้าตุ่มและแอะในวันรุ่งขึ้น ยังบอกผมว่า  ถ้าพี่อยู่ต่อผมจะอยู่ต่อกับพี่จนจบทริปกันเลย  ส่วนคุณเอก็บอกว่าไม่ต้องห่วงครับเดี๋ยวผมขับรถปิดท้ายให้  ไปตลอดทั้งทริป  เมื่อทุกคนให้กำลังใจผมขนาดนี้ผมก็ตัดสินใจสู้ต่อครับแล้วก็จะพยายามขับรถให้ดีที่สุด  จะพยายาม  ถนอมเครื่องให้มากที่สุดเราจะต้องวิ่งต่อให้จบทริปให้ได้ทั้งคนทั้งรถและเนวิเกเตอร์อีกหนึ่งคนคือพี่เอ  จบ  Day2 30/06/19

Day 3 Monday 1st July : , 440km 8hr :

Handeck Switzerland to Vald’lse’re France Via border Switzerland,Italy,and France : Overnight in Vald’lse’re France (Tae Na Tum and Aae to return to Munich)

วันนี้กลุ่มเรานัดล้อหมุนจากโรงแรมสายหน่อยครับวันนี้  เพราะกลุ่มเพื่อนของStefanสองคนที่ตามมาเจอเราจะขอแยกตัวกลับไปทำงาน  ส่วนกลุ่มคนไทยสามคนคือ  เต้  น้าตุ่มและแอะ  ต้องแยกตัวกลับเข้าเยอรมันและวิ่งเข้ามิวนิก  พวกเราเลยนัดกันทานข้าวเช้าตอนแปดโมงแล้วออกเดินทางกันตอนสิบโมง  กลุ่มเพื่อนๆของ  Stefan ออกไปขับรถเล่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่งเลยครับ  ส่วนกลุ่มคนไทยที่เหลือคือผม  พี่เอ  เต้น  แก้ม  อู๋  และคุณเอ  นัดกันว่าจะไปขับรถไปถ่ายรูปเล่นตอนหกโมงเช้า  แต่ได้ออกไปถ่ายรูปกันจริงๆ  เจ็ดโมงเช้า  และกลับเข้ามาถึงโรงแรมเก้าโมงเช้า  ตามสไตล์ครับถ้านัดกันเองทีไรเป็นกันแบบนี้กันทุกที  พอกลับเข้าโรงแรมปรากฏว่ากลุ่มเต้  น้าตุ่มและแอะ  ได้ออกเดินทางกันไปแล้ว  ได้ร่ำลากับกลุ่มเพื่อน  Stefan เรียบร้อย  แต่พวกเรากลับมาไม่ทันเพราะไปเจอจุดชมวิวให้ถ่ายรูปที่สวยเหลือเกิน  และไปเจอลุง  ฟรั้น  ขี่จักรยานข้ามเขามาลูกหนึ่งแล้วและกำลังจะขี่กลับเข้าโรงแรม  สุดมากๆครับแข็งแรงจริงๆ 

อ้อแล้ว  พวกเราก็ได้เอารถไปจอดถ่ายรูปกับโรงแรมที่โด่งดังมากชื่อ  Hotel Belvedere ที่  Rhone Glacier ที่นี่คือ  ที่ใช่ถ่ายทำหนัง  James Bond Goldfinger อย่างน้อยก็ได้รูปสวยๆกลับมาฝากกันครับ  ผมเอ่ยชื่อลุงฟรั้นคนนี้มาหลายหนแล้วคิดว่าอยากจะเล่าถึงความรู้สึกประทับใจที่ผมมีให้กับคนคนนี้  ลุง  ฟรั้นเป็นคนเงียบๆแกจะยิ้มอย่างเดียว  Stefan บอกผมว่าถ้าอยากปรึกษาเรื่องรถ Porscheคลาสสิคให้ผมคุยกับคนนี้เลย  แกมีประสบการณ์มากดูแลรถ Porscheคลาสสิคให้  Stefan มานานเพราะลุงฟรั้นมีอู่เป็นของ  ตัวเอง  อยู่ชานเมืองมิวนิก  ทริปนี้ลุงฟรั้นขับรถ   Porsche  993 RS Clubsport สีเหลืองสวยงามมากมา  ถึงแม้หลังเบาะของรถคันนี้จะมีโรบาร์ติดตั้งอยู่ลุงฟรั้งก็ยังสามารถบรรทุกจักรยานเสือหมอบมาด้วยได้  เมื่อเช้า  ระหว่างที่เพื่อนๆออกไปขับรถเล่นกันแกก็ประกอบจักรยานไปขี่วนข้ามเขามาหนึ่งรอบใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง  พวกเราพบแกที่จุดชมวิวเลยต้องวิ่งไปถ่ายรูปร่วมกับแกมาแล้ววันนี้ลุงฟรั้นก็ยังต้องไปขับรถกับพวกเราต่ออีกหลายชั่วโมงน่าประทับใจมากครับ ก่อนออกเดินทางพวกเราก็กำลังรำ่ลาเพื่อนของ  Stefan คือ  Michael Mauer ที่เป็น  Chief Designer at Porsche อยู่ๆเราก็ได้ยินเสียงขบวนรถ Porscheกว่าสิบคัน  เลี้ยวเข้ามาที่โรงแรมรถทุกคันคือ Porsche  991 Carrera 4S สีดำเหมือนกันหมดทุกคัน ผมจำได้ว่าวันแรกของทริปที่เราไปทานข้าวกลางวันกันที่ร้านอาหารหน้า  Stelvio National Park ผมไปจอดรถใกล้กับที่คณะนี้เขาจอดรถกันอยู่  ผมยังถามพี่เอเลยรถ  กลุ่มนี้แปลกตามากเพราะทุกคันรุ่นเดียวกันสีเดียวกันหมดเลยมาจอดอยู่ด้วยกัน  แต่คณะนี้ออกกันไปตอน  เรายังทานข้าวกันอยู่เลยไม่ได้เห็นหรือพูดคุยทักทายกัน  วันนี้ทราบว่าเป็นกลุ่ม Porscheคลับจากอเมริกา  มาเช่ารถขับกันเป็นหมู่คณะ  มีบริษัททำทัวร์จัดเตรียมรถจัดหาที่พักและมีคนนำทางและคอยเซอร์วิสรถให้ระหว่างทางด้วย  รู้แบบนี้ถ้ามีโอกาสครั้งต่อไปกลุ่มเพื่อนๆอยากจะมาขับรถที่นี่เราก็จะได้หาบริษัททัวร์แบบนี้จัดการทุกอย่างให้เราได้สะดวกมากๆเลยแบบนี่ 

เรื่องการขับรถของผมวันนี้  ถึงแม้การเดินทางจะไม่นานเท่ากับสองวันที่แล้ว  แต่เส้นทางส่วนใหญ่จะอยู่  บนเขา  ถนนจะแคบลง  วันนี้โชคดีรถไม่ค่อยเยอะเพราะอาจจะเป็นวันธรรมดาไม่ใช่วันหยุดก็ได้  การขับขี่  ช่วงก่อนที่จะจอดพักทานอาหารกลางวันไม่ตึงเครียดมาก  ไม่แน่ใจว่าผมเริ่มจะชินกับรถ  ชินกับถนนแล้ว  หรือเปล่า  แต่ที่แน่ๆ  เนวิเกเตอร์  กิตติมศักดิ์  นั่งท่าแปลกไป  จะยื่นข้อศอกซ้ายออกไปนอกรถ  แล้วยกข้อ  ศอกซ้ายขึ้นลงเป็นจังหว่ะตลอดเวลามาพักใหญ่แล้ว  จนผมอดสงสัยไม่ได้  จึงเอ่ยถามว่า  พี่เอครับ  พี่ทำ  อะไรเหรอครับ  มันร้อนมาก  พี่เอตอบแบบ  เลยต้องหามุมรับลม  เพื่อให้เห็นภาพชัดคือรับลมเป่าเข้าทาง  ปลายแขนเสื้อยืดที่แกสวมใส่  ให้ไหลผ่านรักแร้  เข้ามาเป่าตัว  แล้วเราก็คุยกันว่า  ที่ความสูงขนาดนี้  แดด  มันแรงมาก  จนไม่อยากจะอยู่ในแดดกันเลย  ร้อนสุดๆ  แต่ลมยังพอจะมีความเย็นอยู่บ้าง  ดีที่ไม่ได้ร้อน  แบบอบอ้าว  แว่นสายตาผมที่ใส่นั้น  เลนส์จะปรับเข้มขึ้นตามความแรงของ  ค่า  UV แปลกมากมากคือตอน  เช้าแดดอ่อนๆแต่แว่นตาผมก็เข้มสุดแล้ว  แสดงว่าอากาศที่นี่บางมากๆ  เราอยู่บนเขาสูง  UV ก็แรงมากขึ้น  จริงๆ  ซึ่งตอนอยู่เมืองไทยแดดแรงจ้าแต่บางทีแว่นตาผมยังจะไม่ยอมปรับเข้มขึ้นเลย  ยิ่งถ้าขับรถสมัย  ใหม่กระจกตัดแสงตัดUVแล้วด้วยเลนส์ก็ยังใสสุดๆอยู่เลยครับเราแวะทานกลางวันกันแบบเร็วๆ  ที่ชายแดนสวิสเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศสกับอิตาลี่  บริเวณนี้คือจุดที่มีชายแดนของทั้งสามประเทสเชื่อมต่อกัน  วิวทิวทัศน์สวยงามมากครับ  แค่เดินข้ามสะพานก็ข้ามประเทศแล้ว  ขนาดวันนี้เป็นวันธรรมดาที่นี่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเลย  พวกเราหิวข้าวกลางวันกันมากแต่ฝรั่งเค้า  ดูจะไม่ค่อยให้ความสําคัญกับอาหารมื้อเที่ยงสักเท่าไหร่  นี่ก็จะบ่ายสองโมงเข้าไปแล้วได้ทานพิซซ่ากัน  คนละชิ้นสองชิ้นพวกเขาก็ชวนพวกเราขับรถกันต่อไป 

ออกตัวมาได้สักพักก็มารู้ตัวว่าผมขับรถอยู่กลุ่มหน้าเลยวันนี้  ผมอยู่คันที่สามตามหลัง  Stefan และ  Micky ส่วนรถ  คันหลังผม  เป็น  รถ  997 Carrera S เกียร์ธรรมดา  ของ  Markus Kluska เส้นทางขึ้นเขาสูงชัน  ขับกันแบบไม่มีง่วงนอนกันเลยเพราะ  Adrenaline หลั่งตลอดเวลา  แต่ก็เริ่มจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าผมบ้าง  แล้วนะวันนี้  พี่เอได้ท่านั่งใหม่อีกแล้วครับ  มือซ้ายจับขอบกระจกหูช้างของประตูมือขวาจับมือจับประตู  แต่ใส่เสื้อคลุมกับใส่ฮูด  แดดมันร้อนจนต้องหาอะไรมาคลุมตัวครับ  ผมเองก็เช่นกัน  ใส่เสื้อคลุมกับใส่  ฮูดขับรถ  ไม่งั้นใบหน้าด้านขวาคงจะไหม้เกรียม  ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าถนนบนเขาที่ฝรั่งเศสจะแตกต่าง  กับที่เยอรมันและสวิสเซอร์แลนด์  แนวรั้วกันตกริมถนนแทบจะไม่มีให้เห็น  นานๆทีจะเห็นหินเป็นก้อนเตี้ยๆ  คล้ายกับหมุดปักให้ทราบแนวเขตถนนแบบ  ห่างๆอยู่บริเวณที่มีโค้งเยอะๆเเละลาดชันเท่านั้น  มีขอบถนน  เป็นแนวลูกลังเล็กๆส่วนด้านขวาก็เป็นเหวครับ  เสียวมากเพราะเป็นคนกลัวความสูง  แต่ผมกลับมีอีกความ  รู้สึกหนึ่งโดดเด่นกว่า  แซงการกลัวความสูงขึ้นมาเพราะวันนี้ผมขับรถดีขึ้นมาก  ยิ่งช่วงท้ายของวันเป็น  ถนนขึ้นเขาชัน  มีโค้ง  Hairpin ซ้ายขวาสลับกันไปตลอด  ได้ฝึกซ้อมการเดินคันเร่งออกจากโค้งกันจนดีขึ้น  จริงๆ  แล้วสิ่งสำคัญวันนี้ที่ต้องฝึกให้ได้ก็คือ  ความเร็วที่เข้าโค้งที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ  เราหาจุด  เบรคแล้วเข้าเกียร์หนึ่งให้ได้เร็วที่สุดโดยรักษารอบเครื่องให้ตกน้อยที่สุด  (เนื่องจากรถผมเกียร์หนึ่งจะเข้า  ยากเพราะไม่มีซิงโครเม็ช  แถมยังเป็นเกียร์หนึ่งที่ต้องเข้าเกียร์แบบด็อกเลกคือดันออกจากตัวไปทางซ้าย  ให้สุดแล้วดันลงล่างถึงจะเข้าเกียร์หนึ่งได้) แล้วถึงจะกรอคันเร่งรอรอบเครื่องให้ขึ้นมาจนมีแรงพอแล้วจึง  ค่อยๆเดินคันเร่งตามแรงของเครื่องยนต์  ถ้าทำสำเร็จเครื่องก็จะไม่วอดหรือบางทีเคยเจอว่าถ้าเดินคันเร่ง  เร็วเกินไปเครื่องยนต์วอดดับไปเฉยเลย  แต่โค้งมันเยอะครับวันนี้  จนผมได้ฝึกเต็มที่  ในสิบโค้ง  ตอนนี้ไม่มีเครื่องวอดเลยสักโค้ง  มีแค่เครื่องสะดุดๆกระตุกๆบ้างซึ่งถ้าผมรู้ตัวทันก็จะยกคันเร่งรอนิดเดียว  แล้ว  ค่อยๆเดินคันเร่ง  เครื่องยนต์ก็ไปต่อได้ดีแล้วครับ  ดีใจที่สุดขับรถดีขึ้นแล้ว  จนก่อนเข้าที่พักที่  Vald’lse’re เราแวะพักที่จุดชมวิวกัน 

เพื่อนๆในขบวนทั้งไทยและเทศเดินมาหาผมที่รถ  บ้างก็ยื่นมือมาให้จับ  บ้างก็  ยกนิ้วโป้งให้มาแต่ไกลเลย  มันเป็นความรู้สึกแตกต่างจากสองวันที่แล้วอย่างสิ้นเชิง  เราจอดถ่ายรูปกัน  ไปยิ้มหัวเราะกันไปจนผมเริ่มจะสนุกกับการขับรถมากขึ้นเพราะเจอปัญหาจริงๆและได้ฝึกซ้อมจนมีพัฒนา  การแบบนี้มันชื่นใจจริงๆครับ  เย็นวันนี้ก่อนเข้าที่พักพวกเราต้องแวะเติมน้ำมันพร้อมกับซื้อเสบียงเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในวัน  ต่อไป  สิ่งที่ผมไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  ในระหว่างที่ผมกำลังยืนเติมน้ำมันอยู่หน้ารถ  ผมเห็น  Stefanเขาเดิน  มาที่รถผมแล้วเปิดประตูคนขับ  พับเบาะหน้าแล้วมุดตัวเข้าไปติดสติ๊กเกอร์  Curves ที่กระจกหูช้างบาน  หลัง  แล้วเพื่อนๆก็ปรบมือให้ผม  บรรยากาศตอนนั้นผมรู้สึกตัวเย็นชาไปทั้งตัว  ก่อนที่จะดีใจสุดๆ  สถานะ  การมันเปลี่ยนแปลง  จากหน้ามือเป็นหลังมือไปแล้วครับ  เมื่อวานนี้เวลานี้เลย  ผมรู้สึกอยากแยกตัวเพราะ  เกรงใจกลัวเป็นภาระกับคนอื่นบ้าง  โทษว่ารถไม่เหมาะกับท้องถนนบนเขาแบบนี้บ้างมองว่าเครื่องยนต์  เราเล็กเกินไปจนตามขบวนไม่มีทางทันบ้าง  ถ้าผมแยกตัวกลับไปก่อน  ผมคงจะไม่มีวันได้เรียนรู้เหมือน  อย่างวันนี้ที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนจนเข้าใจได้เลย  การตัดสินใจอยู่ต่อนั้นถูกต้องแล้ว  ต้องขอบคุณที่สุดคือพี่  เอ  ที่อดทนฟังผมหาเหตุผลมากมายมาเพื่อสนับสนุนว่าผมควรแยกตัว  แต่ก็ยังทำให้ผมตัดสินใจเดินทาง  ร่วมกับคณะต่อไปได้  ต้องขอบคุณอู๋  คุณเอ  เต้นและแก้มมากๆด้วยครับ  ถึงแม้ตอนขับรถเข้าที่พักพวกเรา  จะหลงทางกับ  Stefan จนหาที่พักไม่เจอ  แต่ในที่สุด  WhatsApp location ก็ทำให้ผมนำคณะที่เหลือไป  เจอที่พักและStefan จนได้  เอ้อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ให้กับกลุ่มแล้วครับวันนี้  ดีใจจริงๆ  สรุปได้ว่าถ้าผมไม่หยุดโทษทุกอย่างรอบตัว  และไม่หันกลับมาดูตัวเอง  จนเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงคือตัวเรา  เองที่ไม่มีความรู้ไม่มีทักษะเพียงพอที่จะขับรถคลาสสิค  (รถคาร์บู) ขึ้นเขาแบบถูกวิธี  ดูสิครับแค่ปรับวิธี  การขับขี่  รถก็สามารถวิ่งได้ยังกับรถคนละคันกันเลยวันนี้  เป็นบทเรียนที่น่าจดจำจนผมอยากจะเผยแพร่  ให้เพื่อนๆที่สนใจในรถคลาสสิคเหมือนผมคนอื่นๆให้ลองดูวิธีการบังคับรถของเราก่อนที่จะคิดไป  ปรับปรุงหรือโมดิฟาย  รถคลาสสิคของคุณนะครับ  สุดท้ายของวันนี้ขอบอกว่า  การมา  Ski Resort ในหน้า  ที่ไม่มีหิมะนี่มันก็แปลกไปอีกแบบนะครับ  เงียบเหงา  มีร้านอาหารเปิดแค่ร้านสองร้าน  ผมเองมาเล่นสกี  ครั้งแรกก็มาที่นี่แหละครับสมัยเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆถ้าจำไม่ผิดแล้วก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยจนวันนี้  มันให้ความรู้สึกที่แต่ต่างกับมาตอนหน้าเทศการเล่นสกีมาก  มากจนจำอะไรไม่ได้เลย  จบ  Day3 01/07/19

Day 4 Tuesday 2nd July : 350km 6hrs :

Vald’lse’re France to Provence-Alpes-Côte d’Azur, France VIA France the whole day. Overnight in Provence-Alpes-Côte d’Azur, France

วันนี้ผมกับเนวิเกเตอร์เล่นวิ่งไล่จับกันแต่เช้าจนออกตัวขับตามขบวนStefanไม่ทันเนื่องจากที่จอดรถอยู่ใต้  ถุนโรงแรม  ในขณะที่Stefanและคณะไปจอดรออยู่ด้านหน้าโรงแรม  ผมกับเพื่อนๆคนไทยอีกหลายคนมัว  แต่ร่ำลาเพื่อนชาวฝรั่งเศสของStefanที่จะขอแยกตัวกลับบ้านในวันนี้ ส่วนพี่เอก็ลากกระเป๋าไปรอหน้าโรงแรมด้านบน  ผมนั่งรออยู่ในที่จอดจนรถทุกคันออกไปหมดแล้วจึงตัดสินใจขับรถขึ้นมาหน้าโรงแรมซึ่งเป็น  เวลาเดียวกันกับพี่เอที่ลากกระเป๋าลงลิฟต์มาที่ที่จอดรถ  Stefanและคณะพอถึงเวลาเค้าก็ออกตัวกันจริงๆ  ตรงเวลาสุดๆ  ผมกับพี่เอกว่าจะหากันเจอสรุปคือคณะคนไทยออกตัวขับตามกันไปเองจริงๆ  นำขบวนโดย  อู๋  ปิดท้ายโดยคุณเอ  โชคดีที่พวกเราไม่ทิ้งกัน  ไม่งั้นผมกับพี่เอคงหลงทางแน่ๆนั่งถามกันในรถว่าพี่เอรู้  หรือเปล่าว่าวันนี้เราจะไปไหน  ไม่รู้  พี่เอตอบชัด  แล้วหนูนินรู้เปล่าผมก็บอกว่าไม่รู้  หวังว่าอู๋คงรู้นะพี่  เพราะ  พวกเราขับตามอู๋กันอยู่  วิ่งกันไปพักใหญ่ๆถึงจะไล่ขบวนStefanได้ทัน  อันนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนครับ  ต่อ  ไปนี้ผมจะทำการบ้านจะจดชื่อเมืองที่จะไปไว้ในโทรศัพท์  ปกติตอนทานข้าวเย็นของทุกวันStefan จะบอก  ว่าวันรุ่งขึ้นเราจะขับรถไปไหนแวะทานข้าวกลางวันกันที่ไหนส่วนจะนอนที่ไหนนั้นเขาจะบอกช่วงทานข้าวกลางวัน  ที่ผ่านมาเนื่องจากชื่อเมืองผมก็ไม่คุ้นเคยฟังแล้วก็จดไม่ได้เพราะส่วนใหญ่ก็จะสะกดไม่ถูก  เลย  คิดว่าขับตามๆกันไป  ไม่ต้องไปจด  ส่วนโทรศัพท์ก็ใส่ใว้ในเก๊ะข้างประตูไม่ได้ติดกับขายึดเพื่อติด  กระจกตามที่Stefanบอกตั้งแต่ออกเดินทางวันแรกจนวันนี้  เป็นผู้ติดตามที่ดีและเชื่อฟังผู้นำมาก  GoPro กับขาติดรถอุส่าสั่งมาตั้งหลายแบบ  วางแผนจะติดทั้งในรถทั้งนอกรถเพื่อเก็บบรรยากาศ  ก็ไม่เคยได้เอาออกมาติดได้ทันเลย  DJI Osmo Pocket ซื้อมาไว้ให้พี่เอใช้ถือถ่ายก็ไม่เคยหยิบออกมาให้ใช้เลย  เช้าตื่นมาก็ต้องรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จแล้วก็ต้องรีบไปถึงรถรีบสตาร์ทรถเพื่อวอร์มเครื่องแล้วออกตัวเลยทุกวัน  บางวันยังรัดเข็มขัดนิรภัยไม่ทันเลยเพราะสายมันพันกับของที่ใส่ไว้หลังรถบ้าง  วางเป้ทับสายเข็มขัดบ้าง  ยิ่งอยู่มาหลายวันมากขึ้นก็ปรับเวลาได้มากขึ้น 

พวกเราทุกๆคนที่มาจากเมืองไทยก็จะตื่นสายลงสายลงทุกวัน  ไม่เหมือนวันแรกๆที่ตื่นกันตั้งแต่ตีสาม  สรุปคืออุปกรณ์เพียบแต่ไม่ได้ใช้  วันนี้ตอนพักทานข้าวกลางวันได้นั่งคุยกับอู๋ถึงทราบว่าอู๋เขาเอาชื่อเมืองที่จะไป  บันทึกลงหน้าจอGPSติด  รถของ  Cayman 718 ทุกวัน  มันเป็นตัวเดียวกับวิทยุติดรถมาตรฐาน  แถมยังมีแผนที่ขึ้นที่หน้าจอวิทยุและ  บนหน้าปัดอีกด้วย  อู๋บอกว่าเปิดไว้ดูว่าข้างหน้าโค้งลึกหรือไม่ลึกช่วยได้เยอะเวลาเราจะแซง  ก็เลยใส่ชื่อเมืองที่จะไปทานกลางวันในแต่ละวันเอาไว้ด้วยเลย  บางทีขับรถสมัยปัจจุบันนี้ก็มีข้อดีและความสะดวก  สบายเยอะเหมือนกันนะครับ  วันนี้ผมขอเปลี่ยนเรื่องมาเล่าถึงผู้นำ  คือStefanบ้างนะครับว่าเหตุผลที่เขาไม่จองโรงแรมระหว่างการเดินทางไว้ล่วงหน้าเพราะว่า  ข้อที่หนึ่งเป้าหมายหลักของพวกเขาทุกคนคือการขับรถพิชิต  Passes ให้ได้มาก  ที่สุดในแต่ละวัน  ข้อที่สองคือเส้นทางไม่สามารถกำหนดได้แน่ชัดขึ้นอยู่กับอากาศ  ฟ้าฝน  หรือภัยธรรม  ชาติเช่น  น้ำท่วมทาง  ดินโคลนถล่มปิดเส้นทาง  หิมะตกหนัก  ซึ่งทำให้จองโรงแรมล่วงหน้าไม่ได้  ที่น่าชื่นชมที่สุดคือStefanทำงานคนเดียว  ขับรถไปก็โทรศัพท์จองร้านอาหารไป  ขับรถจองโรงแรมไป  ผมเอง  ยังเคยสงสัยเลยว่าเวลาเรา  จอดพักชมวิวถ่ายรูปกัน  บางทีStefan ก็นั่งคุยแต่โทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมี  สาย(small talk)อยู่ในรถตลอด  แต่ตอนนี้ผมเข้าใจและนับถือเขามากครับ  เขาไม่ได้มีลูกน้องหรือทีมงาน  ช่วยจองอะไรเลย  ทำทุกอย่างเองหมด  คงมีเหนื่อยและเครียดบ้างนะครับ 

ขับรถไปคุยไปแบบนี้  เมื่อเทียบ  กับผม  แค่ขับรถอย่างเดียว  น้ำก็มีพี่เอส่งให้ดื่มตลอด  หิวพี่เอก็มีกล้วยหอมปลอกส่งมาให้ทาน  เดี๋ยวก็ขอลูกอมบ้าง  ขับรถแค่อย่างเดียวยังมีเครียดเป็นระยะๆได้  แต่ดูเหมือนStefan จะยิ้ม  ขับรถชิวๆ  ติดต่อ  ประสานทุกอย่างได้แบบชิวๆ เก่งมากครับ  ถึงแม้จะมีทีมงานมาด้วยสองคน  คือ  Micky และ  David แต่ก็หลายทีที่ทั้งสองคนนี้ต้องจอดรถโทรหาStefan เพราะหาร้านอาหารหรือหาโรงแรมที่พักไม่เจอ  Stefan เขาคงจัดแบบนี้มาหลายหนจนทุกเส้นทางทุกสถานที่มันอยู่ในหัวเขาหมด 

วันนี้ผมเริ่มเข้าใจความหมาย  ของ  Soulful driving ในมุมมองของStefanแล้วครับ  คนที่นี่เขามีรถไว้เพื่อการขับขี่แบบจริงจังจริงๆ  ดู  อย่างรถคันที่Stefanขับมาเจอพวกเราก่อนออกทริปสิครับ  เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมา  จะเห็นสติ๊กเกอร์  ของpasses ในแต่ละที่  ที่เขาได้ขับรถคันนี้ไปพิชิตมาแล้วส่วนเรื่องเลขไมล์ไม่ต้องพูดถึง  รถพวกเขาไม่มีคันไหนเลขไมล์ต่ำเลย  ใช้รถได้คุ้มจริงๆ  Micky เล่าให้ผมฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้รถคันนี้  ของ  Stefan ถูกร้องขอให้ถอดฝากระโปรงหน้าเพื่อนำไปโชว์ในงานกันเลยนะครับ  น่าชื่นชมมาก  ผมว่า  ถนนที่ยุโรปช่างจูงใจเหลือเกินด้วย  ทำให้อยากออกไปขับรถ  พอได้มีโอกาสมาขับขี่จริงๆบนเส้นทางที่  สวยงามแบบนี้  ลัดเลาะสันเขาข้ามประเทศกลับไปกลับมาวันหนึ่งข้ามเขตแดนกันได้ถึงสามประเทศแบบไม่ยุ่งยากอะไรเลย  คงเป็นเพราะประเทศเหล่านี้อยู่ในสหภาพยุโรป  แต่ถ้าเมื่อก่อนคงจะยุ่งยากพอควรนะครับในการข้ามแดน  วันนี้เราจะเข้าพักกันที่โรงแรมซึ่งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส  ข้อดีคือเราจะพักกันที่นี่สองคืน  เพราะ  Stefan บอกว่า  มีที่น่าท่องเที่ยวแถวนี้หลายที่ครับ  เราเข้าถึงที่พักพร้อมกับฝนที่ตกลงมาชุ่มฉ่ำเลย  ดีใจที่ใบปัดน้ำ  ฝน  ผมยังสภาพดีอยู่  ใช้งานได้ดี  คงมีแค่ฝ้าขึ้นด้านในเล็กน้อย  เปิดหน้าต่างช่วยนิดหน่อยก็ดีขึ้น  แต่ก็จะมีละอองฝนเข้ารถบ้างพอสมควรครับ  ผมปลอบใจตัวเองว่านี่แหละเสน่ห์ของรถคลาสสิค  มีอะไรให้ได้ลุ้น  ตลอดไม่เหมือนขับรถสมัยใหม่  ฝนตกแดดออกร้อนหรือหนาวก็แค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสอุปกรณ์อำนวย  ความสะดวกต่างๆก็ทำงานได้แบบไร้กังวล  สำหรับวันนี้คงมีเรื่องเล่าเท่านี้  เดี๋ยวคืนนี้ฟังกำหนดการของ  วันพรุ่งนี้แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ  สวัสดีครับ  จบ  Day4 02/07/19

บทความโดย ชญานิน เทพาคำ

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *